วันที่ฉันพบคัมภีร์พลิกชีวิต

โดย นางสาวพสชนัน อธิยุตภัคพล (แวน) นักเรียนชั้น ม.๕/๑
ที่มา:adaymagazine.com

มัธยมปลาย ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โค้งสำคัญ โค้งแรกๆ ของชีวิตทุกคน

ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมา ฉันก็มักจะได้ยินครูคอยย้ำเตือนให้สติ สะกิดใจอยู่บ่อยๆ ว่า “ตั้งใจเรียน รักษาเกรดกันให้ดี ตั้งหลักให้ตัวเองได้เสียแต่ตอนนี้ ม.6 จะได้ไม่ลำบากนะ” แรกๆ ฟังแล้วก็รู้สึกฮึดขึ้นอยู่หรอก แต่ก็ฮึดอยู่ได้ไม่นาน ด้วยความที่มีนิสัยขี้เกียจขั้นสูงสุดติดตัวมานาน อยู่ๆ จะให้ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ ตั้งใจฟังทุกคำที่ครูพูด จดทุกตัวอักษรบนกระดาน คงเป็นไปได้ยากสำหรับฉัน

ตอนนั้นก็พอดีมีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่เล็งๆ ไว้ เลยเอามาตั้งเป็นเป้าหมายไปพลางๆ เผื่อจะฮึดขึ้นมาขยันอ่านหนังสือได้เหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่ยังไงก็ยังรู้สึกไม่มีไฟ ฝืนตัวเองให้ขยันไม่ได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะกำลังเข้าห้องสมุด เดินเลี้ยวไปหาตู้หนังสือตู้ประจำ สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับสันหนังสือสีดำเล่มหนึ่งในตู้กระจก ด้วยความรู้สึกสนใจและถูกชะตากับฟอนต์ตัวหนังสือมากๆ จึงเปิดตู้หยิบออกมาดูให้ชัดๆ

หนังสือที่ว่านั้น ชื่อ “สัตว์หิมพานต์ในจินตนาการ” โดยครึ่งเล่มแรก กระดาษจะเป็นสีดำ ดีไซน์เหมือนสมุดข่อย เป็นกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า ต่อกันเป็นแผ่นยาวๆ พับซ้อนกันหลายๆ ทบ เวลาหยิบจับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถือคัมภีร์โบราณมากๆ ส่วนครึ่งหลังเป็นกระดาษถนอมสายตา เข้ารูปเหมือนหนังสือทั่วไป หนาประมาณ 3 นิ้ว ซึ่งความหนาทั้งหมดถูกบรรจุด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ ลายเส้นฝีมือครูที่ดูแล้วเพลินใจสุดๆ

ไม่มั่นใจว่าตอนนั้นองค์ลงหรืออย่างไร แต่รู้สึกคันไม้คันมือ อยากลองวาดสัตว์หิมพานต์ เลยแบกคัมภีร์เล่มนั้นกลับมานั่งวาดที่บ้านทั้งคืน

และคืนนั้นเอง การได้ลองสัมผัสการวาดรูปสัตว์หิมพานต์ก็เสมือนเป็นการเปิดโลก การวาดรูปแขนงใหม่ที่ฉันไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าจะได้มาข้องแวะ และยิ่งไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะผันตัวมาหลงใหลในเส้นสายลายไทยได้มากถึงเพียงนี้

สายตาที่ฉันมองงานไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มองว่ามันเก่า มันโบราณ และเป็นอะไรที่เชยมากๆ ลายไทย จิตรกรรมฝาผนังหรือเรือนไทยน่ะหรอ? สมัยนี้มันต้อง Drawing สีน้ำมัน หรือบ้านโมเดิร์นสิ ยอมรับว่าแต่ก่อนฉันเคยคิดเช่นนั้นจริงๆ และเคยคิดถึงขั้นอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ

แต่หลังจากที่ได้พบกับสิ่งที่เหมาะสมกับรากเหง้า ถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองแล้ว ในที่สุดฉันก็ตาสว่าง

กว่าหลายเดือนที่ฉันทุ่มเทและขวนขวาย อดทนฝึกเขียนลายไทยจนมือเริ่มนิ่ง เส้นเริ่มคม บากได้รูป เขียนเปลวได้จังหวะ ทุกสิ่งทุกอย่างได้บ่มเพาะให้ฉันเป็นคนใจเย็น อดทนมากขึ้น และที่สำคัญ ทำให้ฉันฮึดขึ้นมาสู้กับความขี้เกียจได้สำเร็จ เพราะตอนนี้ฉันมีเป้าหมายใหม่ ที่นำทางสู่คณะในฝันของจริง

สุดท้ายสิ่งที่ฉันเพียรพยายามอดทนฝึกฝน ก็กลายมาเป็นกุญแจที่พาฉันเข้าประตูได้ถูกบาน ทั้งการมีโอกาสได้ลองออกแบบลายบนระนาดเอกของโรงเรียน หรือการได้มีโอกาสเรียนลายไทยตัวต่อตัวกับอาจารย์ผู้ใหญ่ในโรงเรียน ทำให้ได้ติดตามอาจารย์ไปวัด ได้เห็นงานจิตรกรรมชั้นครูจากสถานที่จริง และอื่นๆ อีกมากมายที่ทยอยเข้ามาในชีวิต มอบมุมมองโลกกว้างใบใหม่ให้กับฉัน

แม้ทุกอย่างจะดูเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญขนาดไหนก็ตาม แต่หากวันนั้นฉันไม่เจอหนังสือที่ฉันยกยอให้เป็นคัมภีร์เล่มนี้ หรือเจอแต่ขี้เกียจแบกมันกลับมานั่งวาดที่บ้าน เส้นทางชีวิตของฉันตอนนี้คงไม่ได้มาลงเอยที่งานไทยๆ อย่างนี้แน่ๆ อาจจะเจอเส้นทางใหม่ หรือยังคงหาเป้าหมายในชีวิตต่อไป ก็ไม่อาจรู้ได้

รู้แค่เพียง ‘คัมภีร์พลิกชีวิต’ Rare Item ขนาดนี้ ใช่ว่าจะเจอกันได้ทุกวัน

:: บทความชิ้นนี้เป็นผลงานในวิชาภาษาไทย ระดับชั้น ม.๕ ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๙ โรงเรียนรุ่งอรุณ เพื่อพัฒนาทักษะภาษาด้านการเขียน จากโจทย์ a day that changed my life ชวนนักเรียนย้อนมองตัวเองถึงเรื่องราวที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเอง แอที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมอง หรือเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วเรียบเรียงเขียนบอกเล่าออกมาให้น่าสนใจ ซึ่งได้รับเลือกลงในคอลัมน์ a day that changed my life เว็บไซต์ a day Magazine Online วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๐

Comments are closed.