เสาร์, เมษายน 19, 2014
   
Text Size
เข้าระบบ

การศึกษาแนวพุทธในโรงเรียนรุ่งอรุณ

 

 p14_new_small   p15_small1   content_small  

--------------------------------------------------------------------------------

 

phy001

โรงเรียนรุ่งอรุณ

 ปรัชญา     ความเป็นมา    วิถีการเรียนรู้


 
ปรัชญา

 รุ่งอรุณเปรียบได้กับสัญญาณแห่งอาทิตย์อุทัย

นั่นคือ เมื่อแสงเงินแสงทองแห่งรุ่งอรุณปรากฏขึ้นคราใด

วิถีเรืองรองของแสงอาทิตย์ ย่อมฉายขึ้นสู่ความสว่างไสวในที่สุดนั้น

ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการซึ่งเป็นเหตุภายนอกและภายใน ถึงพร้อมทั้ง ๒ ประการ

จึงเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นๆ กำลังดำเนินไปตามครรลองของ ศีล สมาธิ ปัญญา

อันเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ในที่สุด

 (พุทธพจน์ คัดจากพุทธธรรม ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 

 

 ความเป็นมา

                 เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะทำงานจัดตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ โดย รองศาสตราจารย์ประภาภัทร  นิยม ได้นำเสนอร่างโครงการก่อตั้งโรงเรียนแนวใหม่ต่อผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการเรียนรู้หลายท่าน ได้แก่  ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ศาสตราจารย์นายแพทย์อารีย์ วัลยะเสวี และศาสตราจารย์ ดร. เอกวิทย์ ณ ถลาง เพื่อพิจารณาให้คำแนะนำในการก่อตั้งโรงเรียนซึ่งได้รับการสนับสนุนและให้คำชี้แนะอย่างสร้างสรรค์จากท่านเป็นอย่างดี

                ต่อมาคณะทำงานฯ จึงได้จัดทำร่างหลักสูตรนำเสนอต่อที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยนักการศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจในการศึกษาแนวใหม่ ซึ่งได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากศาสตราจารย์สุมน  อมรวิวัฒน์  ต่อการปรับปรุงหลักสูตรให้มีลักษณะบูรณาการแบบองค์รวมที่ชัดเจนขึ้น  โดยอาศัยทัศนคติและสายตาของครูที่เข้าใจ ทั้งสาระวิชาและผู้เรียนเป็นอย่างดีมาเป็นแนวทางในการจัดสร้างหน่วยการเรียนการสอนที่ครอบคลุมเป้าหมายการเรียนรู้ได้จริง

                วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๐ โรงเรียนรุ่งอรุณจึงได้เริ่มต้นเปิดดำเนินการสอนเป็นปีการศึกษาแรก ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยอาศัยแนวทางการบริหารโรงเรียนรุ่งอรุณให้เป็นองค์กรที่มิได้แสวงหากำไร แต่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเยาวชนในระบบการศึกษาของไทย และเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม 

 

วิถีการเรียนรู้สู่ปัญญา

                                การเรียนรู้นั้น นับเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์ (ซึ่งแตกต่างอย่างเด่นชัดจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ) หากแต่การจัดการศึกษานั้น เป็นระบบหนึ่งที่สังคมมนุษย์ได้สร้างและพัฒนาขึ้นจนเป็นแบบแผน อันมีแก่นสาระและกระบวนการเรียนรู้ที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ พอที่จะธำรงสังคมให้เจริญงอกงามต่อไป ดังนั้น “การศึกษา” จึงควรมีบทบาทสำคัญในการนำธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ มาพัฒนาแก่นสาระและกระบวนการที่เชื่อได้ว่าจะเป็นครรลองสู่อิสรภาพทางปัญญาซึ่งเป็นคุณสมบัติแห่งการศึกษาที่สมบูรณ์ของมนุษย์

                รุ่งอรุณจึงเลือก ครรลองแห่งการพัฒนาปัญญา เป็นแม่บทในการจัดกระบวนการศึกษาที่ชัดเจน เพื่อให้ครู นักเรียน และบุคคลที่แวดล้อม ได้ร่วมกันแสวงหาเป้าหมายสูงสุดคือ ความจริง ความดี ความงามอันประณีตด้วยตนเอง โดยมี สัมมาทิฏฐิ เป็นที่ตั้งและใช้ สติ-สัมปชัญญะ กำกับโดยตลอด ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวจะอาศัย ๒ ปัจจัยหลัก คือ กัลยาณมิตร และโยนิโสมนสิการ                กัลยาณมิตร ได้แก่ พ่อแม่ ครู และบุคคลแวดล้อมผู้มีเมตตา รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เอื้อแก่การเรียนรู้จริง               โยนิโสมนสิการ    คือ วิธีการคิดพิจารณาไตร่ตรองของบุคคลที่จะเกิดการเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาสติปัญญาของตนเอง ซึ่งพ่อแม่และครูสามารถเป็นต้นแบบแห่งการถ่ายทอดคุณลักษณะของ ผู้รู้คิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะการศึกษาที่แท้จะเริ่มต้นได้เมื่อคนรู้คิดเป็น                วิถีการเรียนรู้สู่ปัญญาดังกล่าว จึงเป็นทิศทางการศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ เพื่อนำธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ไปสู่อิสรภาพทางปัญญาผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียน  

 

handle

การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี

 ของโรงเรียนรุ่งอรุณ

๑.คำนำ

          การที่สังคมไทยในปัจจุบัน เห็นความสำคัญของการศึกษาสำหรับเยาวชนผู้มีอายุตั้งแต่ ๖-๑๗ ปี ให้ได้รับการฝึกฝนเล่าเรียนในระบบโรงเรียน เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความรู้พื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตตนและดำรงสังคมต่อไปในอนาคตได้เป็นอย่างดี ดังเช่นที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ แล้วนั้น โดยหวังว่าภายใต้การจัดมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาสำคัญ (๘ รายวิชา) ในระดับช่วงชั้นต่างๆ ที่ถือว่าเทียบเท่ามาตรฐานสากลนั้น จะเป็นเครื่องช่วยพัฒนาเยาวชนให้เป็น ผู้เรียนรู้เป็น กล่าวคือ รู้เท่าทันองค์ความรู้ต่างๆ และมีอิสรภาพทางปัญญา พอที่จะประมวลความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมได้อย่างแท้จริง

          เพื่อให้เป็นเช่นนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานแกนกลางการเรียนขั้นพื้นฐานขึ้น (ซึ่งได้เริ่มประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๔๕) มีลักษณะเป็นเพียงมาตรฐานแกนกลางเพื่อเอื้อให้สถานศึกษาต่างๆ สามารถพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรของตนต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่มาตรฐานเชิงคุณภาพในทุกมิติของผู้เรียน ซึ่งจะกำหนดได้ด้วยมาตรฐานสาระการเรียนรู้ กลุ่มวิชาหลัก (๘ รายวิชา) และมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้น (อายุ) เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถเลือกจัดกระบวนการเรียนรู้  พร้อมทั้งพัฒนาเนื้อหาสาระของหลักสูตรขึ้นเองอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานแกนกลางและรักษาคุณภาพไว้ได้โดยทั่วถึงกัน  

๒. แนวคิดของการปรับปรุงหลักสูตรของรุ่งอรุณ

          โรงเรียนรุ่งอรุณเชื่อว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ของเยาวชนไทย มีความจำเป็น และมีความสำคัญต่อการวางรากฐาน “การเรียนรู้เป็น” ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งมิได้เป็นไปเพียงมิติแห่ง “ความรู้” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็น “กระบวนการพัฒนา” ด้านความคิด สติปัญญาและจิตใจไปพร้อมกัน ดังนั้น ภารกิจของโรงเรียนและครูผู้สอนจึงควรช่วยผสมผสาน “ความรู้” และ “กระบวนการ” เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมให้กับผู้เรียนแต่ละวัย แต่ละรายวิชา ทั้งนี้ โรงเรียนรุ่งอรุณได้มีแนวทางที่ครูเป็นผู้ออกแบบวางแผน “หน่วยการเรียนบูรณาการรายวิชาแบบองค์รวม” ขึ้นอย่างครบวงจร และเป็นไปตามหลักสูตรรายวิชา เพื่อใช้เป็นแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างต่อเนื่องครบถ้วนทุกมิติ               ในเบื้องต้น โรงเรียนรุ่งอรุณได้ดำเนินการประมวลหลักสูตรรายวิชาดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยขอบเขตและลำดับขั้นตอนของเนื้อหาสาระ ดำเนินการควบคู่ไปกับการกำหนดจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนในแต่ละขั้นตอนนั้นๆ ของแต่ละระดับชั้นในทุกรายวิชา คือ รายวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย มนุษย์ สังคมศึกษาและพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (และภาษาที่ ๓) ดนตรีไทยและนาฏศิลป์ ดนตรีสากล ศิลปะและหัตถศิลป์ พลศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงสามารถตรวจเทียบเคียงกับมาตรฐานด้านสาระวิชา และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (ตามมาตรฐานแกนกลาง) ได้ ผลที่ปรากฏจากการเทียบเคียงพบว่ารุ่งอรุณได้ควรครอบคลุมเนื้อหาสาระไว้อย่างกว้างขวาง และสามารถลงลึกได้ เนื่องจากวิธีการที่เชื่อมโยงเนื้อหาเข้าเป็นชุดขององค์ความรู้หนึ่งๆ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า แนวทางการสร้างหน่วยการเรียนบูรณาการรายวิชาแบบองค์รวมนั้น เป็นแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานแกนกลางได้เป็นอย่างดี  

๓. หลักการของการปรับปรุงหลักสูตรรุ่งอรุณ

          การที่โรงเรียนรุ่งอรุณดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรขึ้น ก็เพื่อให้มีแนวทางหรือกติกาเบื้องต้นที่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยให้ทุกฝ่ายที่มีบทบาทต่อการเรียนการสอน ได้ดำเนินไปอย่างพร้อมเพรียงกัน จนสามารถไปบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันได้ในที่สุด หลักการที่ใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรของรุ่งอรุณมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

๓.๑ มาตรฐานหลักสูตรรายวิชา (Subject Oriented)

          โรงเรียนรุ่งอรุณได้ทำการวิเคราะห์และประมวลผลการศึกษาและทดลองปฏิบัติรายวิชาในทุกระดับชั้น (เรียงตามลำดับ ๑๒ ระดับชั้น) และสรุปเป็นหลักสูตรรายวิชา ได้แก่ ๑. วิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ๒. วิชามานุษย์และสังคมศึกษา ๓. วิชาวิทยาศาสตร์ (ธรรมชาติศึกษาและประยุกต์วิทยา) ๔. วิชาคณิตศาสตร์ ๕. วิชาภาษาอังกฤษ  ๖. วิชาศิลปะและหัตถศิลป์ ๗. วิชาดนตรีไทย นาฏศิลป์ ๘. วิชาดนตรีสากล ๙. วิชาพลศึกษา ๑๐. วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ               ซึ่งทั้งหมดนี้ได้จัดทำคำอธิบายรายวิชาเพื่อบ่งบอกแนวคิดหลัก ขอบเขตและองค์รวมของเนื้อหาจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนรู้ของเนื้อหาตามระดับชั้นนั้นๆ โดยละเอียด เพื่อให้เป็นแนวทางด้านเนื้อหาสาระ และเป้าหมายเชิงคุณภาพของผู้เรียนตามลำดับแต่ละชั้น

๓.๒ หน่วยการเรียนบูรณาการรายวิชาแบบองค์รวม (Integrating or Thematic Based Unit of Contents)

           จากมาตรฐานหลักสูตรรายวิชาในข้อ ๓.๑ ซึ่งได้บ่งบอกทิศทาง เป้าหมาย ขอบเขตของเนื้อหาสาระในแต่ละระดับไว้แล้วอย่างชัดเจน ครูจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ช่วยให้สามารถนำมาออกแบบสร้างหน่วยการเรียน โดยทำการศึกษา วิเคราะห์ และทำความเข้าใจ เพื่อระบุ “ความเชื่อมโยง” ต่อเนื่องของเนื้อหาสาระที่สัมพันธ์กันเป็นองค์รวม (ตามธรรมชาติและความเป็นจริงขององค์ความรู้ชุดนั้นๆ) เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจถึงที่มาที่ไป และความสำคัญของเรื่องราวนั้นๆ ซึ่งมักจะมีคุณค่าต่อบุคคล (รวมถึงผู้เรียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) ผู้เรียนจึงจะสามารถเข้าใจและประมวลภาพรวมของมวลสาระนั้นๆ ในหลากหลายมิติได้ และอาจเชื่อมโยงกับมวลสาระอื่นๆ ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ครูจะเป็นผู้พิจารณา กำหนดโครงเรื่อง (Theme) เพื่อให้เหมาะสม โดยจะมีความกว้างหรือลึกซึ้งเพียงใด ขึ้นอยู่กับวัยและภาวะการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ

๓.๓ สร้างกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดวิธีคิดจากประสบการณ์จริง (Active Learning)

          ระหว่าง ครู-นักเรียน-และสื่อจริงตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมนั้นๆ การกำหนดกระบวนการเรียนรู้นี้ ถือเป็นหลักการสำคัญสำหรับทุกระดับและทุกรายวิชา แต่อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี ครูทุกคนจะได้นำหลักการนี้ไปใช้เพื่อการออกแบบและสร้างแผนการเรียนการสอนซึ่งผสมผสานวิธีการเรียนรู้อย่างหลากหลาย โดยอาศัยความเข้าใจของครูที่มีต่อธรรมชาติ การเรียนรู้ และเจตจำนงของผู้เรียนตามวัยนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกและร้อยเรียง จัดลำดับ กิจกรรมลักษณะต่างๆ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับเนื้อหาและสามารถบรรลุจุดประสงค์นั้นๆ ได้ โดยที่นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำหรือร่วมปฏิบัติ กิจกรรมเหล่านั้นด้วยตนเอง จนประจักษ์รู้ เช่น การลงมือทำชิ้นงานหรือโครงงานหนึ่งๆ ที่ต้องใช้ทักษะต่างๆ ตั้งแต่การสังเกต เปรียบเทียบ บันทึก ภาคสนาม (ครูได้ศึกษาเตรียมการไว้ก่อนแล้ว) และการบันทึกประสบการณ์ตามใบงาน ตลอดจนการฝึกฝนทำแบบฝึกหัดหรือการทดสอบ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและความชำนาญเป็นต้น จะเห็นได้ว่าแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละวิธีการจะนำไปสู่เป้าหมายและจุดประสงค์การเรียนรู้อย่างหลากหลายในทุกมิติ เช่น มิติของพฤติกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ ความ คล่องแคล่วในการปฏิบัติ การบริหารเวลา ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และประสิทธิภาพของการทำงาน มิติด้านความเข้าใจและความแม่นยำในเนื้อหาสาระหรือด้านคุณภาพทางสติปัญญาระดับต่างๆ เช่น การคิด เชื่อมโยง การคิดแก้ปัญหา การสืบค้น การประมวล สรุป เป็นต้น

๓.๔ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง (Authentic Assessment)

          จากจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนในหลักสูตรรายวิชาดังกล่าวในข้อ ๓.๑ เพื่อเชื่อมโยงลงสู่การปฏิบัติจริง กระทำโดยการแยกจุดประสงค์นั้นๆ ลงในแผนการเรียนการสอนย่อยของครูผู้สอน จะช่วยให้ครูผู้สอนยึดกุมภาพรวมของแผนได้ทั้งหมดครบวงจร ตั้งแต่ลำดับขั้นตอนของเนื้อหา ขอบเขต กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนเฉพาะตอน จนถึงจุดประสงค์การบรรลุผลของตอนนั้น ซึ่งครูสามารถวัดและประเมินนักเรียน (เป็นรายบุคคล) ได้เป็นระยะหรือช่วงเวลา เป็นคะแนนของแต่ละจุดประสงค์ไว้เป็นเบื้องต้น ตลอดจนคะแนนของชิ้นงานและการทดสอบ (ถ้ามี) ซึ่งเมื่อจบภาคการศึกษา จะนำผลมาประมวลรวมขั้นสุดท้ายของวิชานั้นๆ เพื่อจัดทำรายงานผลการศึกษารายภาคให้ผู้ปกครองทราบต่อไป จะเห็นได้ว่ากลไกการวัดประเมินผลนักเรียนในลักษณะนี้ ในทางกลับกันจะช่วยประเมินแผนของครูด้วย ในระหว่างการดำเนินการเรียนการสอนและการประเมินนักเรียน ครูจะพบข้อบกพร่องหรือผิดพลาดของกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งต้องจัดปรับแก้ไขไปให้ทันท่วงที หากจุดประสงค์นั้นไม่สามารถบรรลุได้จริง ด้วยอุปสรรคหรือปัจจัยที่ยากแก่การควบคุม หรือภาวะผู้เรียนที่ยังไม่พร้อม หรือเรียนรู้ได้เร็วเกินกว่าแผน เป็นต้น ทั้งนี้จะช่วยให้ครูได้ปรับแก้ที่ผู้เรียนในกรณีที่ประสบปัญหาในการเรียนได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้จบภาคการศึกษา

               จากหลักการทั้ง ๔ ข้อข้างต้น  มีความสำคัญต่อเนื่องประกอบกัน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป การปรับปรุงหลักสูตรจะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง และจากหลักการดังกล่าวนี้เอง ที่มีผลต่อการจัดคาบเวลาเรียน ภาคการเรียน จำนวนนักเรียนต่อห้อง และสัดส่วนครูต่อนักเรียน สภาพแวดล้อมและอาคารสถานที่  ตลอดจนการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้กันอย่างทั่วถึงซึ่งล้วนเป็นสภาพการที่จำเป็นต้องตามมาเอื้ออำนวยให้เกิดการปฏิบัติได้จริงต่อไป 

 image002

แผนภาพ : แสดงหลักการปรับปรุงหลักสูตรรายวิชาของรุ่งอรุณ 

 

๔ จุดมุ่งหมาย

          จากการที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เปิดดำเนินการขึ้นในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นนั้น ก็ด้วยตามเจตนารมณ์ที่จะเปลี่ยนวิธีการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้เรียนรู้เป็น กล่าวคือ รู้เท่าทันองค์ความรู้ต่างๆ และมีอิสรภาพทางปัญญา พอที่จะประมวลความรู้นั้นๆ ให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมได้อย่างแท้จริง โดยมุ่งสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ภายใต้ระบบโรงเรียนอันเป็นมาตรฐานสากลนี้ เป็นจุดตั้งต้นที่เหมาะสมกับความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน หากเพียงแต่สามารถจัดปรับระบบนี้ขึ้นไปสู่ระดับที่มั่นใจได้ว่าเป็นพื้นฐานที่แท้จริงแห่งภูมิปัญญาของสังคมไทย เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเยาวชนไทยให้เป็นผู้ที่พึ่งพาสติ-สัมปชัญญะของตน ในการสร้างองค์ความรู้ให้กับสังคมต่อไปในอนาคตได้

          เงื่อนไขสำคัญของการปรับเปลี่ยนระบบโรงเรียนดังกล่าว ขึ้นอยู่กับคุณภาพบุคคลในโรงเรียนนั่นเอง และในทางกลับกัน คุณภาพของบุคคลทั้งหลายในโรงเรียน ไม่ว่าครู-นักเรียน ฯลฯ นั้น ก็อาจฝึกฝนให้เกิดขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการได้ โดยอาศัยกระแสความสัมพันธ์ต่อกันชนิดหนึ่งซึ่งก่อกำเนิดมาจากแกนกลาง คือ หลักสูตร ที่เป็นเครื่องกำหนดหน้าที่ บทบาท ท่าที วิสัยทัศน์ ความคิด ภายใต้วิธีการเรียนรู้ในทุกมิติอย่างชัดเจนที่สุดนั่นเอง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนรุ่งอรุณใช้กระบวนการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเริ่มตั้งแต่กระบวนการสร้าง จนถึงการใช้หลักสูตรที่มีลักษณะเหมือนกระบวนการวิจัยและพัฒนานั่นเองไปส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตัวผู้กระทำและต่อผลงานที่ปรากฏพร้อมกันไป ในด้านตัวผู้กระทำซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู นักเรียน ในด้านผลงานก็เช่นกัน มีตั้งแต่ระดับโครงสร้างหลักสูตรและการบริหารมาสู่หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม ชั้นเรียนที่มีวุฒิภาวะ และผลงานประมวลความรู้ประจำภาคการศึกษาของนักเรียน (หยดน้ำแห่งความรู้) ในที่สุด

          โรงเรียนรุ่งอรุณจึงอาศัยกระบวนการพัฒนาหลักสูตรซึ่งมีศูนย์กลางทั้งกระบวนการอยู่ที่ “หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม” นี้ นำไปสู่จุดมุ่งหมายสำคัญ ๓ ประการ คือ

                ๑. เกิดการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของบุคลากรโดยรวมให้เป็นผู้เรียนรู้เป็นอยู่เสมอ
                ๒. เกิดการปรับปรุงสาระวิชาอย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวม เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเรียนรู้เข้าสู่ความจริงและความดีงาม
                ๓. นักเรียนและชั้นเรียนเกิดเจตจำนงที่ชัดเจน มีฉันทะ มีความมุ่งมั่นต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ๕. คำอธิบายหลักสูตร

๕.๑ เนื้อหาสาระของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ของโรงเรียนรุ่งอรุณ มีลักษณะดังนี้
                 ๑. เป็นหลักสูตรรายวิชา แต่ละระดับชั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อครอบคลุมสาระการเรียนรู้ทั้งหมด
                 ๒. ระบุแนวคิดพื้นฐานของสาระความรู้นั้น คือ เนื้อหาอย่างเป็นองค์รวมของความรู้หนึ่งๆ ซึ่งมีที่มา การดำเนินเรื่องราวและคุณค่าเฉพาะสาระนั้นๆ ที่มีต่อผู้เรียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยเกณฑ์หรือข้อบ่งชี้ ที่นำไปสู่ความจริง ความดีงาม ซึ่งควรค่าแก่ผู้เรียนในวัยนั้นๆ ได้
                 ๓. ระบุจุดประสงค์ที่นักเรียนควรบรรลุผลการเรียนเรื่องนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ผลซึ่งเป็นคุณภาพทางด้านความคิด ความรู้ ความเข้าใจ (พุทธิพิสัย) และผลด้านสติปัญญาและจิตใจ (จิตพิสัย)

           อย่างไรก็ดี หลักสูตรรายวิชานี้สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานแกนกลางได้โดยง่าย เนื่องจากในกลุ่มสาระวิชานั้นเหมือนกันเกือบทั้งหมด และการระบุแนวคิดพื้นฐานหรือคุณค่าขององค์ความรู้ก็ดี การระบุจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนก็ดี สามารถเทียบเคียงได้กับการระบุมาตรฐานกลุ่มสาระวิชา และมาตรฐานช่วงชั้นได้ ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบ (ตารางที่ ๑) ต่อไปนี้ (ส่วนรายละเอียดของแต่ละวิชานั้น สามารถติดตามดูได้ในหลักสูตรรายวิชาของโรงเรียนรุ่งอรุณ) 

 

 ตารางที่ ๑ รายละเอียดของแต่ละวิชา

กลุ่มสาระวิชา

หลักสูตรราย
วิชาของ
รุ่งอรุณ

แนวคิดพื้นฐานและคุณค่าเฉพาะของสาระวิชา

จุดประสงค์คือการบรรลุผลของผู้เรียน

ช่วงชั้นที่ ๑
ป.๑-๓
(อายุ ๖-๘ ปี)

ช่วงชั้นที่ ๒
ป.๔-๖
(อายุ ๙-๑๑ ปี)

ช่วงชั้นที่ ๓
ม.๑-๓
(อายุ ๑๒-๑๔ปี)

ช่วงชั้นที่ ๔
ม.๔-๖
(อายุ ๑๕-๑๗ ปี)

๑. สุขศึกษาและพลศึกษา

๑. กีฬาทางบกและทางน้ำและยุทธศิลป์

การเล่นและการปฏิบัติที่บ่มเพาะแรงส่งของชีวิต ขยายศักยภาพทั้งทางกายและใจ

เพื่อฟื้นฟูพลังกายและใจให้หนักแน่นมั่นคงต่อเนื่อง มีจังหวะการดำรงชีวิต เคารพกติกาสังคมเป็น

มีวิริยะอุตสาหะ มีความราบรื่น กล้าหาญ เบิกบาน สามารถดำรงสุขภาพกายและใจของตนได้

/

/

/

/

๒. ทัศนศิลป์    ดนตรี และ    นาฏศิลป์

๒. ทัศนศิลป์-หัตถศิลป์

๓. ดนตรีไทย-นาฏศิลป์

๔. ดนตรีสากล

(โปรดดูรายละเอียดในหลักสูตรรายวิชาของแต่ละวิชา แต่ละระดับชั้น)

 

 

/

/

/

/

๓. สังคมศึกษา     ศาสนา และ    วัฒนธรรม

๕. มานุษย์และสังคม   ศึกษา พระพุทธ ศาสนา

ศึกษาการสืบทอดข้อมูลความเป็นมาของมนุษย์และสังคม การอิงอาศัยกันระหว่างมนุษย์และโลก

การแปลความเห็นและตีความอย่างแยบคาย ตรงสู่ความจริงของปรากฏการณ์ทางสังคมและโลก

มีวิจารณญาณแม่นยำ บนพื้นฐานสติ-สัมปชัญญะ เปลี่ยนมุมมองโดยจำแนกบริบทได้ จึงเชื่อมโยงตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

/

/

/

/

๔. ภาษาไทย

๖. ภูมิปัญญาภาษาไทย

ภาษาไทยและไวยากรณ์เป็นที่อาศัยเกิดการก่อร่าง ถักทอ และสืบทอดอารยธรรมไทย

การถ่ายทอดความคิดและจิตใจในการงานของวิถีไทย เป็นการสะสมต้นทุนภาษา+ประสบการณ์ที่ประณีตรับรู้ความหมายอย่างสุขุม

ความคล่องแคล่วแม่นยำและความเชี่ยวชาญถึงขั้นมีปฏิภาณผ่านภาษาที่ดีงาม มีต้นทุนเพื่อความคิดสร้างสรรค์

/

/

/

/

๕.คณิตศาสตร์

๗.คณิตศาสตร์

(โปรดดูดูรายละเอียดในหลักสูตรรายวิชาของแต่ละวิชา แต่ละระดับชั้น)

/

/

/

/

๖.วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี

๘. ธรรมชาติศึกษาและ    ประยุกต์วิทยา

เข้าถึงความจริงของมนุษย์-โลก ฯลฯ และเทคโนโลยี

ประจักษ์รู้องค์ประกอบย่อยและการดำรงสภาวะนั้นๆ โดยอิงอาศัยกันอย่างสมดุลย์

เป็นนักสังเกตการณ์ที่มีสติ-สัมปชัญญะเพื่อเก็บข้อมูลอย่างดี มีวิจารณญาณในการพึ่งพิงตนเองและโลกอย่างสร้างสรรค์

/

/

/

/

๗. การงานและอาชีพ

๙. กลุ่มการงานอาชีพ

- เทคโนโลยีสารสนเทศ

- หัตถศิลป์/จิตรกรรม

- ออกแบบ/วาดเส้น

- ภาษาที่ ๓

- การพัฒนาวิธีคิด

(โปรดดูรายละเอียดในหลักสูตรรายวิชาของแต่ละวิชา แต่ละระดับชั้น)

 

/

/

/

/

๘. ภาษาต่าง    ประเทศ

๑๐. ภาษาอังกฤษ   (ภาษาที่ ๓ ม.ปลาย)

(โปรดดูรายละเอียดในหลักสูตรรายวิชา)

 

/

/

/

/

๙. กิจกรรม    พัฒนาผู้เรียน

๑๑. กิจวัตรของห้องเรียน

การศึกษาภาคสนาม

ลูกเสือ-เนตรนารี

รักษาดินแดน

 

 

/

/

/

/

 

๕.๒ ภาคการเรียนและการจัดรายวิชาในแต่ละภาค
           โรงเรียนรุ่งอรุณจัดเวลาเรียนปีการศึกษาละ ๓ ภาคและจัดรายวิชาหลักเฉพาะภาค ๓ รายวิชา ได้แก่ วิชาภูมิปัญญาภาษาไทย วิชามานุษย์ สังคมศึกษา และพระพุทธศาสนา วิชาธรรมชาติศึกษาและประยุกต์วิทยา (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เรียนเต็มวิชา จบใน ๑ ภาคการศึกษา เนื่องจากลักษณะองค์ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องราวที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยง จึงต้องการคาบเวลาเรียนติดต่อกันไปไม่ขาดตอน ส่วนรายวิชาอื่นๆ สามารถจัดกระจายเป็นตอนย่อยๆ ตลอดทั้งปีการศึกษา ซึ่งอยู่ในคาบเช้าหรือคาบบ่ายบ้างตามความเหมาะสม

           การจัดครูผู้สอนเป็นครูประจำแต่ละรายวิชา (หรือคู่วิชา เช่น ภาษาไทยและสังคม วิทย์และคณิต) จำนวนนักเรียนแต่ละห้องไม่เกิน ๒๕ คน ครูทำการสอนห้องละ ๑-๒ คน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการเรียนของวิชานั้น ๆ นอกจากนี้รุ่งอรุณยังรับนักเรียนที่ต้องดูแลพิเศษ จำนวนห้องละ ๒ คน เรียนร่วมกันกับนักเรียนทั่วไป และการจัดชั้นคละ (คือประถม ๓-๔ เรียนร่วมกัน) นอกเหนือไปจากระดับชั้นเรียนธรรมดาด้วย
 
ตารางที่ ๒ แสดงภาคเรียน เวลาเรียน และรายวิชาในแต่ละภาคประจำปีการศึกษา

ภาคเรียน

เวลาเรียน

รายวิชาทั่วไป

รายวิชาหลักเฉพาะภาค

๑. ภาคต้น

๑๔ สัปดาห์

(๑๙ พฤษภาคม

-๒๒ สิงหาคม)

(๑) พลศึกษา

(๒) ทัศนศิลป์

(๓) ดนตรีไทย นาฏศิลป์

(๔) ดนตรีสากล

(๗) คณิตศาสตร์

(๙) การงานและอาชีพ
(เฉพาะมัธยม)

(๑๐) ภาษาอังกฤษ

(๑๑) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

(กระจายลงในภาคปฏิบัติของวิชาหลัก รวมทั้งลูกเสือ-เนตรนารี) 

(๖) ภูมิปัญญาภาษาไทย (เป็นหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ พร้อมกิจกรรมปฏิบัติและการออกภาคสนาม)

๒. ภาคกลาง

๑๓ สัปดาห์

(๑๕ กันยายน

-๑๙ ธันวาคม)

(๑) (๒) (๓) (๔) (๗) (๙)  (๑๐) (๑๑)  เหมือนภาคต้น

(๕) มานุษย์ สังคมศึกษา และพระพุทธศาสนา (เป็นหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ พร้อมกิจกรรมปฏิบัติและการออกภาคสนาม)

๓. ภาคปลาย

๑๓ สัปดาห์

(๕ มกราคม

-๒ เมษายน)

(๑) (๒) (๓) (๔) (๗) (๙)  (๑๐) (๑๑)  เหมือนภาคต้น-กลาง

ธรรมชาติศึกษาและประยุกต์วิทยา (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) (เป็นหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ พร้อม  กิจกรรมปฏิบัติและการออก ภาคสนาม)

   * หมายเหตุ * วันที่ของการเปิดและปิดการศึกษาในแต่ละภาคไม่ตรงกันในทุกปีการศึกษาโปรดตรวจสอบวันที่เปิด-ปิดจริงของปีการศึกษานั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งกับทางโรงเรียน

 


การปฏิรูปการเรียนรู้รายวิชาด้วย

หน่วยการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม


           จากหลักการและจุดมุ่งหมายของการปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนรุ่งอรุณ   ซึ่งมีลักษณะเป็นหลักสูตรรายวิชานั้น  ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่นับว่าเป็นศูนย์กลางของกระบวนการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนผู้สอน-ผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ที่แวดล้อมทั้งหมด เข้าสู่ทิศทางการศึกษารุ่งอรุณได้นั่นคือขั้นตอนการสร้างหน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวมของรายวิชานั่นเอง

 ๑. หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม คืออะไร

ตอบ

  • หน่วยการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม คือ แผนการเรียนการสอนสำหรับ ๑ รายวิชา ๑ ระดับชั้นซึ่งทำได้ทุกระดับรายวิชา โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ออกแบบวางแผน เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระวิชาของระดับชั้นนั้นๆ ใน ๑ ภาคการศึกษาหรือ ๑ ปีการศึกษา
  • หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวมเป็นแผนการเรียนครบวงจร เพราะบ่งบอกทั้งเนื้อหาสาระวิธีดำเนินการเรียนการสอน รวมทั้งกิจกรรมของครูและนักเรียน ตลอดจนระบุแผนและวิธีการวัดและประเมินผลตั้งแต่ต้นจนจบ เรียงลำดับตามขั้นตอนการเรียนนั้นๆ
  • ข้อสำคัญของหน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม คือ ครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้ออกแบบและสร้างหน่วยการเรียนนี้ จำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์มวลสาระด้วยตนเองเสียก่อน จนกระทั่งสามารถเห็นภาพรวม ความต่อเนื่อง เห็นเรื่องราวและกระบวนการเรียนรู้ลักษณะต่างๆ และเห็นจุดประสงค์การเรียนที่นักเรียนควรบรรลุตามขั้นตอนที่เหมาะสมนั้นๆ
  • หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม ช่วยให้ครูมีโอกาสเตรียมกิจกรรม ชิ้นงาน แบบฝึก สื่อ อุปกรณ์ต่างๆ หลากหลายชนิดอย่างสอดคล้องกับขั้นตอนนั้นๆ รวมทั้งเตรียมการพานักเรียนศึกษานอกสถานที่อย่างมีความหมายต่อสาระที่เรียน
  • หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม ช่วยให้ครูสามารถใช้จุดประสงค์การบรรลุผลการเรียน ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จริงให้ครบถ้วนทุกมิติผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น การทำกิจกรรม การทำแบบฝึกหัด ชิ้นงาน หรือการทดสอบ (ถ้ามี) เพื่อประมวลผลการเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ ตลอดระยะเวลาการเรียนการสอนซึ่งครูสามารถปรับปรุงหรือช่วยนักเรียนได้ เมื่อประสบปัญหาอย่างทันท่วงทีแล้วจึงสรุปผลรวมเป็นรายงานเมื่อจบภาคการศึกษา

 ๒. หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวมนี้ ช่วยปฏิรูปการเรียนรู้อย่างไร

ตอบ           การปฏิรูปการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ครูและสถานศึกษาปรับปรุงการเรียนการสอนที่สำคัญ ๒ ประการ คือ

                ๒.๑ ปฏิรูปด้านเนื้อหาสาระวิชา กล่าวคือ การบูรณาการเนื้อหาสาระเป็นองค์รวมนี้ ในรายวิชาของระดับชั้นหนึ่งๆ จะพบว่าเมื่อครูศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรรายวิชา แล้วเกิดความรู้ความเข้าใจของตนเองที่มีต่อสาระนั้นๆ และเห็นคุณค่าของสาระนั้นๆ อย่างแท้จริง ครูจึงสามารถเรียบเรียงหรือร้อยเรียงสาระความรู้ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเข้าเป็นชุดหนึ่งๆ เพื่อให้เหมาะแก่วัยและภาวะการเรียนรู้ของเด็กได้ โดยมีแก่นสาระสำคัญหนึ่งเป็นศูนย์กลางและมีโครงข่ายเชื่อมกับสาระย่อยๆ ในรายวิชาหนึ่งๆ อาจจะวัดจำแนกชุดความรู้ลักษณะนี้ได้หลายชุด เมื่อประกอบกันเข้าทั้งหมด นั่นก็คือ ครบเนื้อหาสาระในหนึ่งภาคการศึกษานั่นเอง การที่ครูร้อยเรียงเนื้อหาเป็นชุดองค์ความรู้หนึ่งๆ นี้ มีเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ คือ
                      ประการแรก โดยธรรมชาติของสาระวิชาใด ๆ ก็ตาม มักจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยง ไม่อาจแยกลอย ๆ อยู่ได้โดยไม่สามารถบอกที่มาที่ไป
                      ประการที่สอง เมื่อสามารถร้อยเรียงให้เห็นที่มาที่ไปแล้ว ครูจะเห็นคุณค่าของสาระวิชานั้นๆ ที่มีความหมายต่อความอยากรู้อยากเรียน (เจตจำนงการเรียนรู้)ของตนเองและของนักเรียนได้ชัดเจน
                ดังนั้น การศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาสาระของครูนี้เองที่กระตุ้นให้ครูซาบซึ้งและมีแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้กับผู้เรียนมากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้สื่อสารบางอย่างที่แม้ตนเองก็ไม่เข้าใจ ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงไปอย่างแกนๆ ครูจึงมีความมั่นใจในการถ่ายทอดและก่อให้เกิดเจตจำนงการเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้

            ๒.๒ ปฏิรูปด้านกระบวนการเรียนรู้ คือ บูรณาการการเรียนรู้ที่หลากหลายมิติ คือธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นก็มีลักษณะเป็นองค์รวมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การสังเกต เปรียบเทียบและจดจำสิ่งหนึ่ง ๆ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือการใช้ตาดู หูฟัง และการลงมือปฏิบัติ ทดลองทำ คิดพิจารณา ตั้งคำถาม ฯลฯ ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทักษะทางการเรียนรู้ที่มีต่อสาระหนึ่งๆ จะรอบคอบ ลึกซึ้ง แม่นยำก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสสะสมประสบการณ์ต่อเรื่องนั้นๆ ได้รอบด้าน หลากหลายมิติ กระบวนการเรียนรู้จึงไม่ควรเป็นไปเพียงหนึ่งหรือสองวิชาซ้ำ ๆ กัน ไม่ว่าจะเรียนรู้เรื่องใด ๆ หากแต่ควรเน้นให้ผู้เรียนได้บูรณาการทักษะต่างๆ ของเขา เพื่อรับรู้และเข้าใจสาระต่างๆ ได้จริง และเกิดความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่นของตน จนประจักษ์ถึงความรู้ที่ผุดขึ้นในใจและเป็นประสบการณ์ที่มีค่าเป็นต้นทุนของการเรียนรู้ที่แท้จริง กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติงานหรือกิจกรรมหนึ่ง ๆ จึงมักเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ผล มีประสิทธิภาพ เพราะประกอบไปด้วยทักษะต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การสังเกต การพิจารณา การตัดสินใจ การวางแผน การบันทึก การวิเคราะห์ การประมวล สรุปผล เป็นต้น

          เมื่อใดก็ตามที่ครูอาศัยกระบวนการเรียนแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) หรือให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสาระความรู้ขั้นต่าง ๆ แล้วจะพบว่า   แม้องค์ความรู้ที่ยากและซับซ้อนก็กลับเข้าถึงได้รวดเร็วและลึกซึ้ง

          ดังนั้นการวางแผนสร้างหน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวมนี้ จึงเท่ากับเป็นการผนวก การบูรณาการทั้งด้านเนื้อหาสาระและบูรณาการทักษะกระบวนการหลากหลายมิติเข้าด้วยกัน และเมื่อเกิดผลกับเรื่องหนึ่ง ๆ แล้ว การบูรณาการข้ามสาระวิชาอื่น  จึงเป็นไปได้ตามธรรมชาติของเรื่องต่าง ๆ เช่นกัน  ถึงแม้บางครั้งอาจอยู่นอกแผน แต่บางครั้งครูก็สามารถนำมาเสริมกันได้ซึ่งยังคงรักษาสาระหลักและการประเมินสาระหลักได้ครบถ้วน การปฏิรูปการเรียนรู้จึงเกิดขึ้นได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งผู้สอนและผู้เรียน

ลักษณะเฉพาะของหน่วยการเรียนที่มีการบูรณาการที่แท้จริง

                 หน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

  • เนื้อหาสาระและการระบุคุณค่าของสาระนั้นๆ ที่มีต่อชีวิตผู้เรียน จนสามารถเร้ากุศลและส่งผลในทางพฤติกรรมที่ดีงามของผู้เรียนในด้านใดด้านหนึ่งโดยอัตโนมัติ
  • กระบวนการเรียนรู้ให้ถึงความจริงแบบมีขั้นตอนเพื่อไปสู่การสัมผัส/เผชิญของจริงที่อยู่ใกล้ตัว ตั้งแต่การจุดประกายการเรียนรู้ และขั้นตอนการเรียนรู้ ตลอดจนการประยุกต์ความรู้ที่ได้ พร้อมทั้งการระบุสื่อที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งวิธีคิดของตนเองได้จริง โดยอาศัยบริบทที่เป็นจริงเช่นกัน
  • การประมวลความรู้ของผู้เรียน และนำเสนอความรู้นั้นให้กับผู้อื่น ทั้งนี้ ในการประเมินผลนั้น ผู้เรียนจะได้รับการประเมินเป็นช่วงๆ ตามแต่กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ฝึกฝนและประมวลความรู้นั้นๆ ของตนเองออกมา


  image003

 ขั้นตอนการออกแบบสร้างหน่วยการเรียนบูรณาการแบบองค์รวม

                ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรรายวิชา (Conceptualization)

               ครูผู้สอนรายวิชาหนึ่งในระดับชั้นหนึ่ง ควรศึกษาทำความเข้าใจขอบเขตเนื้อหา สาระสำคัญจากหลักสูตรแม่บท เพื่อให้เห็นภาพรวมของมวลสาระวิชาที่จะทำการสอนใน ๑ ภาคการศึกษานั้น จนกระทั่งสามารถตีความแนวคิดพื้นฐาน คุณสมบัติเฉพาะวิชาของสาระวิชานั้นๆ ออกมาเป็นจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนอย่างกว้างๆ จากนั้นครูจะเริ่มแปลความสนใจของครูที่มีต่อสาระวิชาดังกล่าว และไม่ไกลจากความสนใจของเด็กในระดับที่จะสอน แล้วจึงค่อยขยายความเชิงรูปธรรมโดยการเชื่อมโยง (Integration) เนื้อหาสาระเข้าด้วยกัน จนร้อยเรียงเรื่อง (Thematic) ต่อเนื่องเป็นชุดองค์ความรู้ (Unit of Content) หนึ่งๆ ได้ชัดเจน

                ขั้นตอนที่ ๒ การจัดทำหน่วยบูรณาการ ๑ หน้ากระดาษ

               เป็นจัดระบบความคิด ด้วยการที่ครูระบุเนื้อหาสาระ คุณค่าที่มีต่อผู้เรียน และผลในทางพฤติกรรม พร้อมทั้งวางแผนการเรียนการสอน การประเมินผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
 

Exam-1 

ตัวอย่าง แบบฟอร์มหน่วยบูรณาการ ๑ หน้ากระดาษ

               ขั้นตอนที่ ๓ ตารางแผนการสอนรวมรายสัปดาห์

               แผนปฏิบัติการนี้จะเป็นโครงสร้างการทำงานทั้งภาคการศึกษาสำหรับรายวิชา/ระดับหนึ่งๆ โดยมีการระบุวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม การประเมินผล เป็นรายสัปดาห์โดยสังเขป ซึ่งจะได้รับการพิจารณาจากครูใหญ่ ทีมผู้สอนในสายวิชาเดียวกัน  และ/หรือทีมระดับชั้น เพื่อช่วยกันตรวจสอบความเข้าใจให้ถูกต้องและรอบคอบ แผนนี้จะช่วยให้ครูตระหนักถึงภาพรวม ไม่หลงประเด็น พร้อมกับช่วยให้ครูยืดหยุ่นแผนย่อยได้ โดยไม่เสียหลักการใหญ่ หากเผชิญสถานการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ เป็นการเขียนอธิบายรายละเอียดและลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติ โดยระบุหัวข้อสำคัญ ดังต่อไปนี้

  • ตอนที่ (ชื่อตอน)
  • วัตถุประสงค์
  • เนื้อหาหลัก
  • กิจกรรม
  • การประเมิน

               ขั้นตอนที่ ๔ การประเมินผลทั้งครูและนักเรียน

               สำหรับครูนั้นทำการประเมินและปรับปรุงเพื่อทำแผนใหม่อีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นแผนที่จะพัฒนาข้อบกพร่องต่างๆ ของแผนเดิม ในด้านนักเรียนนั้น ครูเป็นผู้ประเมินจากการเรียนรู้ในห้องและการนำเสนอผลงานในงานหยดน้ำแห่งความรู้ช่วงสิ้นภาคการศึกษา ส่วนเด็กนักเรียนนั้นจะทำการประเมินและพัฒนางานของตนไปตลอดช่วงแห่งการเรียนซึ่งจะมีครูเป็นผู้คอยให้คำชี้แนะร่วมปรึกษาหารือ

spiral

 

หมายเหตุ
                เมื่อครูมีความชำนาญพอสมควรแล้ว ครูแต่ละสายวิชาจำเป็นต้องมีการประชุมเพื่อสร้างปรับปรุงหลักสูตร อันประกอบด้วยหลักการบูรณาการสู่ชีวิต โดยใช้วิชานั้นๆ เป็นตัวหลักว่ามีบทบาทในการเรียนการสอนอย่างไร เช่น ในการเรียนหน่วยมานุษย์และสังคมศึกษาในระดับประถมนั้น ครูต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันว่า เด็กช่วงวัยนี้ควรมีเนื้อหาสาระที่ร้อยเรียงกันอย่างไร หลักการของวิชาสังคมนั้นคืออะไร และจะประกอบไปด้วยกระบวนการเรียนแบบไหน จึงจะสามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่ครูต้องการให้เกิดการเรียนรู้ได้ ตัวอย่างเช่น ประเด็นการเรียนรู้ในระดับประถม คือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่  จากนั้นจึงวางเนื้อหาสาระสำหรับแต่ละระดับของหน่วยนี้ และเตรียมวางแผนการสอนตามหลักการของวิชาที่วิเคราะห์ร่วมกัน คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขเวลาเป็นองค์ประกอบของความสัมพันธ์ รวมถึงเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ จากนั้นครูจึงเริ่มจากวิธีการเรียนที่จะจุดประกายการเรียนรู้สำหรับเด็ก นั่นคือ กระบวนการเรียนจากสิ่งใกล้ตัวที่เด็กชอบ อย่างเช่น ครูพานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เรียนเรื่องขนม โดยครูค่อย ๆ พาเชื่อมโยงจากขนมที่เด็กชอบไปสู่ขนมรุ่นพ่อแม่ และจากพ่อแม่เชื่อมโยงสู่การเรียนรู้เรื่องครอบครัวตนเองไปสู่ชุมชนโรงเรียนและชุมชนรอบโรงเรียนในที่สุด

              จากนั้นจึงระบุแนวคิดในหน่วยการเรียนของตน รวมถึงขั้นตอนวิธีการที่จะทำให้หน่วยการเรียนนั้น ๆ เกิด    ประสิทธิภาพจริงกับผู้เรียน

                ขั้นตอนที่ ๕ แผนการสอนย่อย (Teacher’s Plan) หรือที่รุ่งอรุณเรียกว่า ปผ.๑

                เป็นการขยายแผนเพื่อลงสู่ปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยนำแต่ละตอนของแผนรวมมาระบุรายละเอียดของกิจกรรมการเรียนรู้ทีละสัปดาห์หรือทีละโครงงานย่อย ซึ่งอาจจะใช้เวลากว่าสัปดาห์และระบุจุดประสงค์การบรรลุผลการเรียนเฉพาะกิจกรรม/โครงงานย่อยนั้นๆ อย่างชัดเจนที่ครูมุ่งจะวัดและประเมินนักเรียน            

eva1 
ตัวอย่างแบบแผนการสอนย่อย (ปผ.๑)

                ขั้นตอนที่ ๖ แบบวัดและประเมินผลการเรียนรายบุคคล (ปผ.๒)

                แบบแผนนี้จะใช้ควบคู่ไปในแต่ละขั้นตอนของการเรียน เพื่อวัดและประเมินผลตามจุดประสงค์ฯ ที่ระบุไว้ในแผนการสอนย่อย (ปผ.๑) ซึ่งเกิดขึ้นจริง ในขณะที่นักเรียนอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ แบบนี้ จะช่วยให้ครูช่วยเสริมพัฒนาการของนักเรียนเฉพาะรายได้ทันท่วงที หรือแม้แต่การจัดแบบฝึก-งานที่เหมาะสมกับความสามารถ เป็นการช่วยให้ครูมีเครื่องบ่งชี้ให้มั่นใจพอที่จะยืดหยุ่นคำสั่ง ใบงาน ชิ้นงาน ให้สอดคล้องกับผู้เรียนที่แตกต่างจากปกติทั่วไปของห้องได้ ในทางกลับกันการใช้แบบวัดและประเมินนี้ เป็นการประเมินแผนฯ ของครูไปในตัว หากผลปรากฏว่ากิจกรรมไม่เหมาะสม ไม่บังเกิดผลดังที่คาดไว้ ครูอาจปรับแก้ได้ทัน

eva2 

ตัวอย่างแบบวัดและประเมินผลการเรียนรายบุคคล (ปผ.๒)

                ขั้นตอนที่ ๗ แบบประเมินผลรวมและรายงานผลการเรียนประจำภาค (ปผ.๓)

                เป็นการประมวลคะแนนและหรือการวัดประเมินผลแต่ละครั้งจาก ปผ.๒ เพื่อสรุปการบรรลุผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคน ดังนั้นการที่ครูตัดสินในคัดเลือกสัดส่วนการให้คะแนนหรือไม่ให้เป็นคะแนน แต่ปรากฏในรายงานผล เพราะมีนัยสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อรวมทุกมิติแล้ว จึงจะเห็นความสามารถที่แท้จริงของนักเรียนแต่ละคนนั้นได้

 Eva3_Pri

             ตัวอย่างแบบประเมินผลรวมและรายงานการเรียนประจำภาค (ปผ.๓)

 

Restore Default Settings

Login Form