โรงเรียนประถมรุุ่งอรุณ

หลักการจัดการเรียนรู้
บูรณาการสู่ชีวิต ถ่ายทอดจินตนาการสู่คุณค่าแท้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑–๖
เล่น เรียนรู้ สังเกต และเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติรอบตัว
ฉลาดรู้และเข้าใจความหมายของภาษาต่างๆ ที่สื่อออกมา (multiliteracy)
เป้าหมายการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา คือ การบูรณาการคุณค่าสู่ชีวิตของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบตัว เห็นความสำคัญของสรรพสิ่งทั้งในธรรมชาติและในสังคมที่เกื้อกูลกัน นำมาสู่การใช้ชีวิตที่พอเหมาะ พอดี ไม่เกินตน ไม่ฟุ้งเฟ้อ สามารถพึ่งพาตนเองในโลกและสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
พัฒนาตนบนวิถีกิจวัตร
กิจวัตรประจำวันของนักเรียนประถมเป็นการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดสติสัมปชัญญะเพื่อการพึ่งพาตนเอง และนำมงคลชีวิตมาออกแบบการเรียนรู้ให้เห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งยังเป็นการฝึกทักษะชีวิตพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิต ฝึกการคิดเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ กล้าเผชิญกับเรื่องยาก มีความสามารถในการสื่อสาร อดทน มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีสัมมาคารวะ
ตั้งต้นวันด้วยความรู้สึกตัว การเข้าแถวสวดมนต์ร่วมกันยามเช้า เพื่อให้นักเรียนเกิดสมาธิ เป็นการตั้งต้นวันแห่งการเรียนรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ออกกำลังกายยามเช้า การจัดตารางเวลาในช่วงเช้าหลังเคารพธงชาติ ให้นักเรียนออกกำลังกายและเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ ๒๐ นาที ตามฐานที่มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เช่น ช่วยให้ร่างกายลำเลียงอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ช่วยให้สมองทำงานตามระบบ โดยเฉพาะกลูตาเมต (Glutamate) ที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และการจดจำ เป็นต้น
ทำงานเพื่อส่วนรวม การเป็นผู้มีใจอาสาทำงานเพื่อส่วนรวม โดยดูแลความสะอาดห้องเรียน พื้นที่รอบห้องเรียนและรอบโรงเรียน เช่น กวาด เช็ด ถู โต๊ะและพื้นห้องเรียน โถงชั้นเรียน และนำขยะไปแยกที่โรงแยกขยะ กวาดใบไม้ เก็บขยะ ในบริเวณโรงเรียน เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยฝึกนักเรียนให้มีจิตใจที่คิดบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม
พัฒนาทักษะชีวิต นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เพื่อการพึ่งพาตนเอง เช่น การจ่ายตลาด การทำอาหาร การพายเรือ การฝึกฝนมารยาทในสถานการณ์ต่างๆ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เทคนิคการเอาตัวรอดทางน้ำ เป็นต้น

การศึกษาภาคสนาม
การเรียนรู้บนบริบทที่หลากหลาย (Cross-Cultural Understandings) กับชุมชนภายนอกโรงเรียน ทุกๆ ภาคเรียน โดยครูจะเลือกแหล่งเรียนรู้และใช้เวลาที่เหมาะสมกับวัย สอดคล้องกับโครงงานหรือหน่วยการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการเรียนรู้ที่พานักเรียนออกไปเห็นสังคมในพื้นที่ต่างๆ ฝึกให้นักเรียนรู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ แล้วระบุรายละเอียด ให้ความหมาย แปลความจากสิ่งที่รับรู้ ทั้งข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สภาพสังคม วิถีความเป็นอยู่ แนวคิด และวัฒนธรรมที่เป็นบริบทของเรื่องราวที่ปรากฏ แล้วประมวลออกมาเป็นสาระความรู้และสื่อสารความหมายอย่างสร้างสรรค์
นักเรียนจะได้เผชิญและสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม วิถีความเป็นอยู่ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในที่นั้นๆ ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในผู้เรียนให้เป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่คุ้นชินและปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นปกติ เข้าใจผู้คนจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง ให้ความเคารพและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม อยู่บนความหลากหลายของวัฒนธรรมเป็น เป็นผู้กินง่ายอยู่ง่าย ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของผู้คน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสำคัญให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในระดับ “ข้ามวัฒนธรรม” ที่เข้าถึงคุณค่าของรากเหง้าทางวัฒนธรรม และเคารพในความแตกต่าง หลากหลาย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสันติภาพของสังคมโลกในปัจจุบัน
โครงงานบูรณาการคุณค่าสู่ชีวิต
หน่วยบูรณาการสู่ชีวิต เป็นการเรียนรู้ผ่านโครงงานบูรณาการ ซึ่งเป็นการเรียนที่นำนักเรียนเข้าถึงคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว ผ่านแก่นเรื่อง (theme) ที่เชื่อมโยงกับชีวิตของนักเรียน เป็นการสร้างกระบวนการเพื่อให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจไปสู่ความเข้าใจถึงประโยชน์และคุณค่าของสิ่งที่เรียนที่มีผลต่อคนและสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างไร เป็นความเข้าใจเรื่องระบบความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่น ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การที่นักเรียนได้ปฏิบัติจริง ได้สังเกต ใส่ใจ คิดพิจารณา ศึกษาค้นคว้า ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็น และถ่ายทอดความรู้ออกมาอย่างสม่ำเสมอ จนนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงจิตใจและความคิดของตนเอง มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรียนได้อย่างแท้จริง

โครงงานบูรณาการ “ข้าวไทย วิถีไท”
ระดับชั้น ป.๕
โครงงาน “ข้าวไทย วิถีไท” มีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนไทย ผ่านการลงมือทำนาปลูกข้าวด้วยตัวของนักเรียนเอง การทำนาซึ่งเป็นรากเหง้าของคนไทยจะทำให้นักเรียนเห็นและเข้าใจมิติต่างๆ ของสังคมไทย ตั้งแต่สภาพภูมิศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนโดยอิงแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเสมือนเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ การได้เห็นถึงวิธีปรับตัวของผู้คนให้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศ เช่น การสร้างเรือนมีใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม และเพื่อเก็บอุปกรณ์ทำนา การทำนาปลูกข้าวให้เหมาะสมกับดิน ฟ้า อากาศ ลักษณะภูมิประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่เข้าใจธรรมชาติ ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ มีการดำรงชีวิตบนวิถีพอเพียงตามหลักพระพุทธศาสนาอันเป็นรากเหง้าทางความคิดและความเชื่อของคนไทย
นักเรียนในฐานะชาวนาตัวน้อยต้องรู้จักนาของตนเอง โดยการสังเกตสภาพพื้นที่ ลักษณะดิน พืชและสัตว์ที่อาศัยในนา ซึ่งการสังเกตจะช่วยนักเรียนเปิดโลกการเรียนรู้มองเห็นว่าสัตว์หลายชนิดเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของดิน พืชหลายชนิดชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นพืชชนิดใด มีประโยชน์หรือไม่อย่างไร การตั้งข้อสงสัยและการรู้จักหาคำตอบนำไปสู่ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำนา
การวางแผนการทำนายังนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของพื้นที่กับการบริหารจัดการ โดยมีพันธุ์ข้าวและน้ำเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนั้นนักเรียนจะได้ศึกษาลักษณะพันธุ์ข้าวและลักษณะภูมิศาสตร์ไปพร้อมกันด้วย
นอกจากนี้นักเรียนยังจะได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ข้าว โดยศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น สืบค้นจากตำราในห้องสมุด สืบค้นจากอินเทอร์เน็ต พิพิธภัณฑ์ การสัมภาษณ์บุคคล เป็นต้น แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ จัดลำดับ สรุปเป็น Timeline ประวัติศาสตร์ข้าว เชื่อมโยงไปสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทย จนนักเรียนสามารถค้นพบด้วยตัวเองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมาได้จนปัจจุบันนี้ก็ด้วยคนไทยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินทำมาหากิน จนมีคำพูดติดปากคนไทยที่กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
นอกเหนือจากองค์ความรู้ที่กล่าวมานี้ นักเรียนยังจะได้รับรู้ถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของข้าว บุญคุณ
องบรรพบุรุษ ได้รับรู้ถึงความเหนื่อยยากลำบากของชาวนา เพื่อย้อนกลับมาเรียนรู้ภายในจิตตนเองแล้วพบว่า “ความมุ่งมั่น อดทน และความเพียร เป็นที่ตั้งแห่งความสำเร็จ” “การทำสิ่งใด ต้องทำด้วยความประณีต” เป็นต้น และจากนี้ไปพวกเขาจะตระหนักว่า “การกินข้าวให้หมดทุกเม็ด” คือจุดเริ่มต้นของการเห็นคุณค่าภายในใจตนเอง

โครงงานร่วมสร้างฝายหินทิ้ง สำนักสงฆ์เต่าดำ จ.กาญจนบุรี
ระดับชั้น ป.๖
จากการเรียนรู้ในหน่วยบูรณาการ “น้ำคือชีวิต” ระดับชั้น ป.๖ นักเรียนได้ตามรอยเส้นทางน้ำประปามาจากไหน ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของน้ำกับป่า เข้าใจปัญหาและคุณค่าของน้ำ รู้ว่าน้ำมาจากป่า น้ำมีความจำเป็นกับชีวิต ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่มีชีวิต ซึ่งเป็นความรู้จากความเข้าใจที่ได้จากการศึกษาภาคสนาม เช่นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บ้านบนเขาแก่งเรียง ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้นักเรียนอยากช่วยทำที่กักเก็บน้ำ จนนำไปสู่การทำโครงงานเพื่อตอบแทนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการอภิปรายและสรุปร่วมกันว่าจะทำฝายกั้นน้ำ โดยร่วมกับอาสาสมัครสร้างฝายชะลอน้ำที่สำนักสงฆ์เต่าดำ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่พักสงฆ์ที่พระอาจารย์สิริปัญโญภิกขุและคณะสงฆ์ได้มาพำนักเพื่อปฏิบัติภาวนา เพื่อช่วยให้พระสงฆ์มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่าในช่วงฤดูแล้ง

