
ในช่วงเล่นอิสระยามเช้า ครูสังเกตเห็นเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งล้อมวงร้องเพลงและเต้นกันอย่างสนุกสนาน โดยมีพี่ อ.๒ คนหนึ่งร้องนำและเต้นเป็นดาวเด่นอยู่กลางวง ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน พี่ อ.๒ คนเดียวกันนี้เพิ่งเดินน้ำตาซึมมาบอกคุณครูว่า “ทำไมไม่มีใครเล่นกับหนูเลย”
เด็กทุกคนอยากเป็นที่รัก อยากมีเพื่อน เพียงแต่ประสบการณ์เขายังน้อย จึงไม่รู้วิธีเข้าหาเชิงบวก ไม่รู้จะชวนเพื่อนเล่นอย่างไร เราจึงเห็นเด็กบางคนเดินไปผลักของเล่นเพื่อนบ้าง ผลักเพื่อนบ้าง เพียงเพราะอยากเล่นด้วย แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อน ๆ ถึงไม่อยากเล่นด้วย
“ครูต้องคอยอ่านสถานการณ์ให้ออก บางกรณีเราปล่อยให้เด็ก ๆ จัดการกันเองได้ แต่บทบาทสำคัญของครูคือ ต้องเข้าไปช่วยคลี่คลายสถาณการณ์ ให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นและจะหาวิธีการแก้ไขอย่างไร นี่คือการเรียนรู้สังคมและการแก้ปัญหาของเด็กบนสถาณการณ์จริง บางครั้งครูอาจนำเรื่องนั้นมาเป็นประเด็นพูดคุยต่อในห้องให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันก็ได้” ครูแอร์ ครูอนุบาลรุ่งอรุณ กล่าวถึงบทบาทของครูในสถานการณ์ดังกล่าว
หัวใจสำคัญคือท่าทีของครูต่อสถานการณ์ตรงหน้า หรือต่อตัวเด็กที่เป็นต้นเรื่อง ที่จะไม่ปล่อยผ่าน แต่หาจังหวะเข้าไปพูดคุยกับเด็ก (เป็นรายบุคคล) ด้วยท่าทีที่อ่อนโยน มีเมตตา ไม่มองว่าเขาเป็นปัญหา แต่พยายามเข้าใจ สืบเสาะหาเหตุของการกระทำนั้น ตั้งคำถามชวนเด็กทำความเข้าใจตัวเอง เช่น ที่หนูผลักเพื่อน หนูอยากบอกอะไร รู้สึกอย่างไร หนูต้องการอะไร คำถามเหล่านี้ช่วยฝึกให้เด็กค่อย ๆ ทบทวนตัวเอง รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง แล้วระบุออกมา เป็นก้าวแรก ๆ ในการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง
เด็ก ๆ กลุ่มนี้จะอยู่ในสายตาครู และมักมีเหตุการณ์ให้ครูต้องเข้าไปช่วยเหลือบ่อยครั้ง แต่ขณะเดียวกันครูก็ต้องใส่ใจเวลาที่เด็กไม่มีปัญหาด้วย อาจจะเข้าไปเล่น ทักทาย หรือสบตาแล้วยิ้มให้ ให้เด็กรู้ว่าครูรับรู้เขา ซึ่งจะช่วยเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็กได้ ส่งผลไปถึงเด็ก ๆ ในห้องที่จะรับรู้เป็นปกติ ไม่รู้สึกว่าเพื่อนเป็นตัวปัญหา
ในทางกลับกัน ถ้าครูเข้าหาเฉพาะตอนเด็กมีปัญหา จะยิ่งไปเสริมพฤติกรรมเชิงลบ เพราะเขาเรียนรู้ว่าทำดีแล้วครูเฉย แต่พอก่อเรื่องแล้วครูสนใจ เด็กยังไม่เข้าใจหรอกว่าปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ เขาเพียงต้องการให้ครูสนใจ
ถ้าเด็กอยากเล่น แต่ไม่รู้จะเข้าหาเพื่อนอย่างไร ครูอาจช่วยพาเด็กเข้าไปหาเพื่อนก่อน เล่นไปด้วยกัน เมื่อเห็นว่าเด็ก ๆ เล่นกันเองได้ ครูค่อยถอยออกมา แต่ถ้าเล่น ๆ ไปแล้วเริ่มกระทบกระทั่งกัน ครูค่อยเข้าไปใหม่ ให้เวลาเด็กค่อย ๆ เรียนรู้และปรับตัว
บางครั้งครูจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นหัวข้อพูดคุยในห้อง โดยไม่ระบุชื่อเด็ก ไม่เพ่งโทษหาคนผิด เพียงเล่าถึงเหตุการณ์ แล้วชวนเด็ก ๆ หาวิธีการหรือทางออกร่วมกัน พี่ อ.๓ ที่มีประสบการณ์จะเป็นคนบอกว่าแบบไหนควรทำ แบบไหนไม่ควรทำ เราต้องทำแบบไหน น้องเล็ก อ.๑ จะนิ่งฟัง พี่ อ.๒ ช่วยเสริมบ้าง แล้วคุณครูจะช่วยสรุปความคิดเห็นของเด็ก ๆ อีกครั้ง “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เรามาใช้วิธีนี้กันนะ เรามาให้กำลังใจกันนะ” ให้เด็กซึมซับรับรู้ว่าเราอยู่ด้วยกัน เรารับรู้กัน และเรากำลังช่วยกัน
กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เปิดโอกาสให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้และปรับตัว ดังเช่นพี่ อ.๒ นักร้องนักเต้นขวัญใจเพื่อน ๆ ในตอนต้น เพราะชอบร้องชอบเต้น วันหนึ่งเขาร้องเพลงและเต้นอยู่คนเดียว บังเอิญเป็นเพลงที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เด็ก ๆ ในขณะนั้น แล้วเขาร้องอย่างมีความสุข สนุกสนาน ร้องจนจบเพลง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ พากันเข้ามารุมล้อม วันต่อมาก็ชวนมาร้องมาเต้นด้วยกัน เขาพบว่าตนเองได้รับการยอมรับ เป็นที่รักของเพื่อน ๆ พฤติกรรมเชิงลบจึงค่อย ๆ หายไป เพราะเขารู้แล้วว่าจะเข้าหาเพื่อนอย่างไร ทั้งยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวกอื่น ๆ ตามมา เช่น ช่วยเพื่อนเก็บและทำความสะอาดของเล่นหลังเล่นเสร็จ
เด็ก ๆ อนุบาลเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต เรื่องราวในชีวิตประจำวันคือโจทย์จริงให้เด็กได้เรียนรู้ เพียงครูเปิดพื้นที่ เปิดโอกาส ให้เด็กได้ลองผิดลองถูก สังเกต เรียนรู้ เขาจะค้นพบวิธีการในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขด้วยตัวของเขาเอง
ที่มา: จากวงสนทนาสะท้อนการเรียนรู้ของครูอนุบาลรุ่งอรุณ | ครูแอร์, ครูอีฟ, ครูแตงโม, ครูปราง, ครูโบว์, ครูกิ่ง, ครูวิ, ครูเก๋, ครูคะนิ้ง
ภาพ: สื่อสารองค์กรโรงเรียนรุ่งอรุณ






