
“แม้ว่าเทคโนโลยีจะเจริญมาก ทำให้เราสะดวกสบาย แต่กลับกลายเป็นว่าชีวิตในอนาคตข้างหน้าของพลโลกกลับไม่ง่าย เพราะฉะนั้นการที่จะเตรียมคนให้ไปเผชิญความยาก สามารถดำรงชีวิตอยู่ให้รอดปลอดภัยและมีความสุข กลายมาเป็นโจทย์ของครูด้วย” รศ.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ และผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ กล่าวกับครูรุ่งอรุณในการอบรมครู
แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็กเติบโตมาพร้อมเผชิญเรื่องยาก?
ในช่วงกิจกรรมส่งเสริมระบบรับความรู้สึกบูรณาการ (Sensory Processing) ครูสังเกตเห็นเด็กหญิงอนุบาล ๓ คนหนึ่งกำลังเดินไต่เชือกอย่างช้า ๆ สองมือจับเชือกด้านบน สองเท้าค่อย ๆ ก้าวไปบนเชือกที่แกว่งไกว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอลองไต่เชือก เมื่อไต่ไปจนสุดทางและต้องลง ดูเหมือนเธอจะหาวิธีลงไม่ได้ จึงหันมามองครูแล้วส่งเสียงเรียก
ครูที่สังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลประเมินแล้วว่าเด็กหญิงน่าจะทำได้ และเชือกไม่ได้สูงจากพื้นมากนัก จึงไม่ได้เดินเข้าไปช่วย เพียงบอกให้เธอลองหาวิธีด้วยตัวเอง “ลองดูนะคะ” พร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ ส่งสัญญาณว่า “ครูคอยมองอยู่ ครูอยู่ตรงนี้นะ” เด็กหญิงจึงหันกลับไปพยายามหาวิธีเองอีกครั้ง
ระหว่างนั้นเด็กชายอนุบาล ๓ ส่งเสียงบอกมาว่า “ถ้าทำไม่ได้ก็นั่งลงสิ นั่งลงก่อน แล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลง” เด็กหญิงทำตามอย่างช้า ๆ จนลงจากเชือกได้สำเร็จ “สนุกมากเลย หนูอยากทำอีก ไม่เห็นน่ากลัวเลย” เธอร้องบอกคุณครูด้วยรอยยิ้มที่ทั้งภูมิใจและโล่งใจ แล้วกลับไปไต่เชือกใหม่ รอบหลัง ๆ ครูสังเกตเห็นเธอเดินได้คล่องแคล่วและมั่นใจมากขึ้น
ครูเพียงรอสักนิด ไม่รีบเข้าไปแทรกแซง ครูจึงได้เห็นเด็กพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และได้เห็นความมีน้ำใจช่วยเหลือกันของเด็ก ๆ เป็นบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และความสำเร็จเล็ก ๆ นี้เองที่ทำให้เด็กหญิงกล้าเผชิญโจทย์ที่ท้าทายยิ่งขึ้นในวิชามวยไทย นั่นคือการเดินไต่เชือกบริเวณริมบึงที่พื้นด้านล่างเป็นน้ำ แม้ตอนเริ่มต้นเด็กหญิงมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ถอย จนสามารถไต่เชือกได้สำเร็จ เธอบอกกับครูหลังจากลงมาที่พื้นว่า “ตื่นเต้นนิดหน่อย” แต่มือที่แตะมือครูนั้นเย็นเฉียบ
เป็นอีกครั้งที่เด็กหญิงกล้าเผชิญเรื่องยาก และสามารถเอาชนะความกลัวในใจตนได้ มากไปกว่านั้นเธอยังนำประสบการณ์นี้ไปสอนน้องได้อย่างมั่นใจ
วันนั้นขณะเด็กหญิงกำลังไต่เชือก ด้านหน้าเธอเป็นน้องอนุบาล ๑ ที่อยากเล่นเหมือนพี่ ๆ บ้าง แต่พอขึ้นมาแล้วเชือกแกว่ง จึงส่งเสียงดัง หน้าตาเลิ่กลั่ก “ทำไมเชือกมันสั่น! เชือกมันสั่น!” เด็กหญิงจึงบอกน้องอย่างใจดีว่า “ค่อย ๆ เดินไปนะ เอามือจับเชือกอย่างพี่” เธอบอกน้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เห็นอกเห็นใจ และใจเย็น สายตาคอยมองดูน้องค่อย ๆ ทำตาม จนน้องเดินไปได้สุดทาง แล้วกลับมาเดินใหม่ เด็กหญิงก็ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อคอยดูแลน้อง
เพราะเคยเผชิญอุปสรรคเดียวกัน เด็กหญิงจึงเข้าใจความกลัวในใจของน้องเล็ก มีใจอยากช่วยเหลือให้น้องทำได้ เหมือนที่เธอเองเคยทำได้มาแล้ว โดยนำความรู้จากประสบการณ์ของเธอมาบอกสอนน้อง
เพราะเคยเผชิญอุปสรรคและความกลัวในใจ ได้ลองทำ คิดหาวิธี มีเพื่อนช่วยแนะ มีครูที่เชื่อมั่นคอยให้กำลังใจ จนทำได้ด้วยตัวเอง และทำซ้ำ ๆ จนชำนาญ จึงเกิดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง มั่นใจในสิ่งที่ตนรู้จนบอกสอนผู้อื่นได้ และพร้อมเผชิญเรื่องยากต่อไป
อยากให้เด็กพร้อมเผชิญ เราต้องเปิดโอกาสให้เขาได้เผชิญ (เรื่องยากตามวัย) ด้วยตัวเอง
เรื่อง: ครูคะนิ้ง-วราภรณ์ ภักดีวงษ์
ภาพ: สื่อสารองค์กรโรงเรียนรุ่งอรุณ






