เล่นสร้างสรรค์ สร้างความสัมพันธ์

เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเดินลากกาบหมากที่ร่วงลงมาจากต้นหมากไปทั่วสนามเด็กเล่น คุณครูชวนเด็ก ๆ เล่นรถลากกาบหมากด้วยกัน เด็กคนหนึ่งนั่งบนโคนกาบหมาก เด็กที่เหลือจับก้านกาบหมากแล้วช่วยกันลากกาบหมาก แต่กาบหมากกลับไม่ขยับ

เด็ก ๆ ชวนเพื่อนมาช่วยกันลากกาบหมากเพิ่ม แต่ดึงเท่าไรกาบหมากก็ยังไม่ขยับเหมือนเดิม คุณครูขอเด็ก ๆ ลากกาบหมากด้วยอีกคน รถลากกาบหมากจึงเริ่มขยับและออกวิ่งวนไปรอบสนามเด็กเล่น เด็กคนอื่น ๆ สนใจ วิ่งตามลุ้นให้กำลังใจ และขอมาเล่นรถลากกาบหมากด้วย

เด็ก ๆ ผลัดเปลี่ยนกันเป็นคนนั่งและคนลาก วิ่งลากกาบหมากไปมาบนพื้นสนามเด็กเล่นที่มีทั้งส่วนที่เป็นพื้นหญ้าและส่วนที่เป็นพื้นทราย เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังไปทั่วสนามเด็กเล่น เด็ก ๆ ชวนคุณครูสลับมาเป็นคนนั่งแล้วให้เด็ก ๆ ช่วยกันลากบ้าง แต่ด้วยคุณครูออกแรงลากกาบหมากจนเหนื่อยจึงขอไปพักก่อน

เด็ก ๆ ชวนคุณครูอีกคนมาเป็นคนนั่งบนกาบหมาก แล้วช่วยกันลากกาบหมากด้วยจำนวนเด็ก ๆ ที่มีทั้งหมดตรงนั้น แต่แรงของเด็ก ๆ ยังไม่สามารถลากกาบหมากที่มีคุณครูนั่งอยู่ได้ คุณครูที่ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ และคุณครูที่ไปพักก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนเข้ามาขอลากกาบหมากกับเด็ก ๆ คราวนี้จึงสามารถลากกาบหมากที่มีคุณครูนั่งอยู่ได้สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งนึกสนุกขอขึ้นไปนั่งบนกาบหมากกับคุณครูที่เป็นคนนั่งด้วย คุณครูและเด็ก ๆ ที่เป็นคนลากจึงต้องออกแรงดึงเพิ่มขึ้นอีก ทุกคนออกแรงดึง พร้อมส่งเสียงร้องเป็นจังหวะ “เอ้า ฮุย เล ฮุ่ย เอ้า ฮุย เล ฮุ่ย” เหมือนกับนิทานตั้งโต๊ะเรื่อง หัวผักกาดยักษ์ ที่เด็ก ๆ เคยได้ฟังจากคุณครู เรื่องราวเล่นรถลากกาบหมากในวันนั้นยังเป็นที่พูดถึงของเด็ก ๆ และคุณครู เป็นเรื่องราวที่ทุกคนประทับใจ พูดถึงเมื่อไรก็จะมีรอยยิ้ม

การที่คุณครูหยิบจับธรรมชาติรอบตัวมาเล่นสนุกร่วมกับเด็ก ๆ อย่างเช่นการเล่นรถลากกาบหมากนั้นเป็นการเชื่อมเด็ก ๆ เข้ากับโลกผ่านการเล่น เป็นเรื่องจริงที่ท้าทายให้เด็ก ๆ มาประลองกำลังและความสามารถ ทดสอบมือและขาของตัวเอง ซึ่งในวัยอนุบาลมือเป็นจุดสัมผัสที่มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการ ยิ่งได้ใช้มือจับสัมผัสก็ยิ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ อีกทั้งการได้เล่นร่วมกันยังเป็นการเปิดพื้นที่จินตนาการให้เด็ก ๆ ได้คิด ทดลอง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปพร้อมกับพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เบ่งบาน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ ด้วยกันเอง และความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ กับคุณครู ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากคนที่โตกว่า เป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ พัฒนาศักยภาพในตัวเอง

การเล่นเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของเด็ก ช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ขณะเล่นเด็ก ๆ จะรู้สึกตื่นเต้นท้าทาย มีความสุขกับการได้ทดลองใช้ร่างกาย และความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองไปทำสิ่งต่าง ๆ ยิ่งได้สะสมประสบการณ์จากการเล่น เด็ก ๆ ก็ยิ่งได้เรียนรู้ตัวเองในหลากหลายด้าน ทำให้เด็ก ๆ เข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น นอกจากนี้การเล่นยังเป็นตัวช่วยสร้างความสัมพันธ์ เป็นโอกาสให้เด็กและครูได้เรียนรู้กัน ครูได้แสดงตัวตนจริงในหลายมิติ ทำให้เกิดความวางใจกัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

เรื่อง: ครูแพรว-พิมพ์ชนก นิยมาภา, ครูกิฟท์-จิรัชญา คำวงษา, Teacher James-James T.Joseph

ภาพ: สื่อสารองค์กรโรงเรียนรุ่งอรุณ