ปรับตัวและยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกได้เอง

วันหนึ่งในห้องเรียนอนุบาล เด็กอนุบาล ๒ เดินร้องไห้มาหาครูด้วยเสียงสะอึกสะอื้น

เด็ก: “หนูลืมกระติกน้ำค่ะครู ครูต้องโทรไปให้แม่เอากระติกน้ำมาให้เดี๋ยวนี้นะคะ”

ครู: “ถ้าวันนี้ไม่มีกระติกน้ำ เราใช้อะไรแทนได้ไหมคะ”

เด็ก: “ไม่ได้ค่ะ ต้องเอากระติกน้ำของหนูเท่านั้น ฮือ ๆๆ”

ครู: “ครูรู้ว่าหนูไม่สบายใจ ครูไม่แน่ใจว่าแม่จะมีเวลาเอากระติกน้ำมาให้ไหม ครูมีแก้วน้ำอยู่ในห้อง ยืมไว้ดื่มน้ำก่อนได้ไหมคะ”

เด็ก: “ไม่ได้ค่ะ ต้องโทรหาแม่ ให้แม่เอามาให้เดี๋ยวนี้ ฮือ ๆๆ”

หนึ่งปีต่อมา

เด็กหญิงเดินสะพายกระเป๋า เก็บของ แล้วเดินมาบอกครู

เด็ก: “หนูลืมกล่องข้าวไว้บนรถ ขอยืมจานที่ห้องได้ไหมคะ”

ครู: “ได้สิ หยิบมาใช้ได้เลยค่ะ”

อะไรทำให้เด็กมีวิธีคิดและความรู้สึกต่อเรื่องเปลี่ยนไป จากท่าทีที่เป็นกังวล ต้องการให้สถานการณ์เป็นแบบเดิมที่เคยเจอเท่านั้น เปลี่ยนเป็นรับมือด้วยความเป็นปกติ หาทางออกและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง

คำตอบคือ อาหารตรงเวลาทักษะการปรับตัวและความยืดหยุ่นล้มแล้วลุกได้เอง (Adaptability and Resilience) ทักษะที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวได้ดี เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทาย และรับมือกับสถานการณ์ที่กระทบต่อชีวิตได้อย่างมั่นคง

แล้วเราจะช่วยสนับสนุนให้เด็ก ๆ มีทักษะการปรับตัวและยืดหยุ่นได้อย่างไรบ้าง?

ความสัมพันธ์ที่ดี (Positive relationships) เด็กเล็ก ๆ ต้องการความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่เป็นพื้นฐานให้เขามีความมั่นคงทางใจ เมื่อเขารู้สึกมั่นคงปลอดภัยจากคนใกล้ชิดแล้ว เขาก็กล้าที่จะเรียนรู้และตัดสินใจ โดยเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ตั้งแต่การเล่นสนุกด้วยกัน พ่อแม่และครูเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่พากันเล่น การรับฟังโดยไม่ด่วนสรุป ตัดสิน หรือคิดแทน เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าทั้งหมดที่เขารู้สึก ที่เขาคิดต่อเรื่องราวต่าง ๆ ใคร ๆ ก็อยากมีคนรับฟัง เมื่อเขารู้ว่าพื้นที่นี้หรือคนคนนี้ปลอดภัย อุ่นใจ ไว้ใจได้ ความสัมพันธ์ย่อมดีแน่นอน

โอกาสในการเรียนรู้ และพื้นที่ในการได้พัฒนาความคิด (Cognitive) สร้างโอกาสให้เด็กได้เผชิญและแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเขาเอง เราอาจช่วยตั้งคำถามให้เขาได้คิดทบทวน ในเด็กเล็ก ๆ ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากนัก เราสามารถเสนอทางเลือกให้เขาได้คิดและตัดสินใจ เมื่อถึงวัยที่เขามีประสบการณ์มากขึ้น เขาจะมีต้นทุนในการเลือกหาหนทางออกได้ด้วยตนเอง อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เราให้ค่าว่าปัญหาและความผิดพลาดเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ เมื่อเด็ก ๆ รับรู้แนวคิดเช่นนี้จากเรา เขาก็ซึมซับการมี Growth mindset ได้ไม่ยากเลย

ทักษะทางสังคม และการควบคุมตนเอง (Social and Self-regulation skills) เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้ถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว ไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้การรับมืออารมณ์ของตนเอง การให้เขาได้บอกความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อระบุเป็นคำออกมาได้ ก็ช่วยหาทางรับมือกับความรู้สึกนั้นได้ง่ายขึ้น และการให้เขาได้เล่น พูดคุย รับฟัง ต่อรอง เจรจากับเพื่อน ถือเป็นแบบฝึกจริงที่เขาจะได้มีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น แน่นอนว่าอาจมีทะเลาะกันบ้าง ไม่ได้ดั่งใจบ้าง แต่ถ้าเราเห็นว่าเป็นโอกาสให้ฝึกสร้างความสัมพันธ์แห่งการแบ่งปัน การรับและการให้ โดยเฉพาะการให้อภัย เราจะวางใจให้เขาได้เผชิญเรื่องราวเอง ไม่คิดแทนหรือรู้สึกแทนเขาไปมากนัก

เด็ก ๆ อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเช่นไร เขาก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

มาสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็ก ๆ ของเราได้เรียนรู้กัน

เรื่อง: ครูกิฟท์-ปิยะดา พิชิตกุศลาชัย อนุบาลรุ่งอรุณ

ภาพ: สื่อสารองค์กรโรงเรียนรุ่งอรุณ