“ปั้นดิน ปั้นใจ” เรียนรู้กายใจตนเอง ผ่านงานปั้นดิน

เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๙ ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ครูอนุบาลได้ชวนคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้สภาวะกายใจของตนเองผ่านการทำงานปั้นดิน ในห้องเรียนพ่อแม่ “ปั้นดินปั้นใจ” ทำความเข้าใจธรรมชาติของตัวเอง แล้วนำไปปรับใช้กับชีวิตที่บ้าน

ครูอนุบาลพาคุณพ่อคุณแม่เข้าห้องเรียนนั่งล้อมวงนวดก้อนดิน ทำความรู้จักกับดิน จากนั้นรับโจทย์ให้ปั้นดินโดยห้ามฉีกหรือตัด สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ทั้งก่อนปั้น ขณะปั้น และหลังปั้น

ครั้งแรกโจทย์ให้ปั้นลูกเจี๊ยบ คุณพ่อคุณแม่สะท้อนว่าสังเกตเห็นความคาดหวังของตนเองเมื่อลูกเจี๊ยบที่ปั้นไม่เป็นตามที่คิด จึงรู้สึกไม่สบายใจ

“รู้สึกเครียดว่าจะปั้นได้ไหม ก่อนทำกังวลมาก สิ่งที่คิดไว้ตอนแรกกับที่ปั้นเสร็จไม่เหมือนกันเลย ตอนแรกจะทำตา ทำปีก ไม่เป็นลูกเจี๊ยบอย่างในจินตนาการ ยากกว่าที่คิดไว้มาก ๆ ในการปั้น”

“ก่อนทำนึกไม่ออกว่าลูกเจี๊ยบเป็นอย่างไร ไม่ได้เห็นลูกเจี๊ยบตัวจริงนานมากแล้ว เห็นแต่ในนิทาน ในโฆษณา พอเริ่มลงมือทำก็พยายามทำให้เป็นแบบนั้น แต่ก็ได้ไม่เป็นอย่างนั้น มีภาพในหัว แต่ทำไม่ได้”

“ก่อนทำรู้สึกกลัว เราจะทำได้รอดไหม ตอนที่ทำต้องประคับประคองมาก ๆ เรากดแรงเกินก็จะเป็นรอยนิ้ว เราก็ต้องเกลี่ยให้เรียบ ดินมีความนิ่ม ยืดออกมา แตะนิดหน่อยก็เปลี่ยนทรงไปแล้ว ก็พยายามทะนุถนอมลูกเจี๊ยบไว้ ทุกส่วนที่เราดึงออกมาจากก้อนเดิมของเขาบอบบาง เสียรูปได้ง่าย ตอนที่ทำอยู่ไม่กล้าหันไปมองของคนอื่นเลย กลัวว่าจะไปทำตามคนอื่น พอทำเสร็จแล้ว สิ่งที่เห็นตอนแรก นี่คือลูกนกหรือเปล่า”

โจทย์ในครั้งถัดมาเป็นการให้ปั้นอิสระ คุณพ่อคุณแม่ผ่อนคลายมากขึ้น หลายบ้านรู้สึกสนุกกับการปั้นมากกว่าที่จะสนใจผลลัพธ์ที่ออกมา

“รอบแรกมีโจทย์มา เรายังไม่คุ้นกับดิน เราก็จะปั้นแบบเงอะ ๆ งะ ๆ รอบอิสระเราเริ่มคุ้นกับดินแล้ว เริ่มสนุกกับการปั้น รู้ข้อจำกัดของดิน สนุกกับการออกแบบว่าดินประมาณนี้ปั้นได้แค่ไหน”

“ได้โจทย์ว่าให้ทำอิสระ ตามที่เราชอบ ภาพแรกที่ขึ้นมาเลยคือบ้าน เป็นสิ่งที่เราชอบ ก็เลยปั้นบ้าน ลงมือปั้นเลย ปั้นไปมีความสุขไป ปั้นไปอมยิ้มไป รู้สึกว่านี่คือบ้านของเรา ตอนที่ทำเสร็จก็พอใจมาก เป็นบ้านในฝันที่เชื่อมโยงมาจากตัวเราเอง”

ในช่วงท้ายครูอนุบาลชวนคุณพ่อคุณแม่สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้และสิ่งที่จะนำไปใช้จากการได้มาปั้นดินในวันนี้ หลาย ๆ คนได้เห็นสภาวะใจของตนเองจากการปั้นดิน เป็นความคาดหวังให้ก้อนดินที่อยู่ในมือต้องเป็นไปตามที่ตั้งใจ และก็ได้ค้นพบว่าแม้ก้อนดินจะดูอ่อนนิ่มแต่ก็มีธรรมชาติเฉพาะเจาะจงของตัวเอง จึงเกิดการเรียนรู้ที่จะละวางความคาดหวังลง แล้วมีความสุขกับสิ่งตรงหน้า ซึ่งก็ได้เชื่อมโยงไปถึงการเลี้ยงดูลูก หากใส่ความคาดหวังมากเกินไปย่อมไม่ส่งผลดี แต่หากยืดหยุ่น และลองเปิดโอกาสให้ลูกได้เติบโตตามธรรมชาติแห่งวัย ก็จะทำให้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคุณพ่อคุณแม่และลูกมีความสุขได้ตามความเป็นจริง

“ลูกเราเพิ่ง ๓ ขวบ หลาย ๆ อย่างที่เราให้เขา จริง ๆ เขาอาจจะไม่ได้ชอบ เรานี่แหละชอบ และเราพยายามที่จะมุ่งนำเสนอลูก แล้วเราก็ผิดหวัง ถ้าเราชอบสิ่งนี้ เรานำเสนอให้ลูก แล้วลูกไม่ชอบ ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ ถือว่าลูกได้ลองมาแล้ว ชอบไม่ชอบคือเรื่องของเขา ตอนนี้ต้องกลับมาคิดแล้วว่าตกลงใครชอบ แม่ชอบหรือลูกชอบ รู้แล้วว่าทุกอย่างที่เราไปทำให้ลูกมาจากตัวเราก่อน เราชอบ แล้วก็พยายามให้ลูกชอบเหมือนเรา ลูกเราคงไม่ได้ชอบเหมือนเราทุกอย่าง เราก็ต้องหัดยอมรับ และน้อมรับ เราพยายามปั้นให้เขาเป็นอะไร แล้วเป็นสิ่งที่เขาอยากเป็นหรือเปล่า พ่อแม่พยายามปั้นในแบบที่ตัวเองชอบ แต่สุดท้ายแล้วเขาอาจจะไม่ได้ชอบก็ได้”

หัวใจสำคัญของห้องเรียนพ่อแม่คือการสร้างวงสะท้อนการเรียนรู้หลังทำกิจกรรมในแต่ละครั้ง เป็นช่วงเวลาที่แต่ละคนได้บอกเล่าสิ่งที่รู้สึกนึกคิดออกมาเป็นคำพูด เพื่อแลกเปลี่ยนกัน การได้พูดออกมาทำให้เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้น ที่สำคัญเราได้ละวางตัวเอง กล้าบอกเล่าเรื่องที่ติดขัด พร้อมทั้งแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง รับรู้ใจกันและกัน สร้างสังคมที่มีความเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กัน

เรื่องและภาพ: สื่อสารองค์กรโรงเรียนรุ่งอรุณ