Training for the Trainer สู่การเรียนรู้แบบ Active Learning
ค้นหาหัวใจของความเป็นโค้ช หัวใจของความเป็นครู
พัฒนาครูไปสู่ตัวผู้เรียน
ครูเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน
วันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ โดยสถาบันอาศรมศิลป์และโรงเรียนรุ่งอรุณ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรโค้ชและกระบวนกรวิถีพุทธ (Training for the Trainer) ให้กับกลุ่มครูพระที่เป็น “โค้ช” เพื่อฝึกทักษะการเป็นโค้ชให้กับพระที่จะไปสอนศีลธรรมในโรงเรียน และกลุ่มครูโรงเรียนประชารัฐ ด้วยกระบวนการโค้ชชิ่งและสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ (PLC) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) ให้กับผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งสองกลุ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้
- กลุ่มครูพระสอนศีลธรรม จำนวน ๒๕ รูป โดยความร่วมมือกับสำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งเป็นกลุ่มพระที่เคยผ่านการอบรมทักษะการเป็นโค้ชมาแล้ว และมีภารกิจที่จะต้องไปเป็นโค้ชให้กับครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนต่อไป
- กลุ่มผู้บริหารและครู โรงเรียนบ้านปงหัวหาด จ.แพร่ และโรงเรียนป่ากลาง (มิตรภาพที่ ๑๑๖) จ.น่าน จำนวน ๒๐ คน ในโครงการโรงเรียนประชารัฐ ภายใต้การดูแลของธนาคารไทยพาณิชย์และมูลนิธิสยามกัมมาจล ซึ่งมาศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติในโรงเรียน
เนื่องจากกลุ่มผู้เข้าอบรมมีเป้าหมายที่ต้องการเน้นต่างกันในบางเรื่อง แต่สามารถเรียนรู้ได้จากกิจกรรมที่ออกแบบไว้ โดยการสังเกตการสอนในห้องเรียนในระดับประถม/มัธยม การสะท้อนห้องเรียน การร่วมประชุมสะท้อนผลหลังการสอน (After Action Review; AAR) กับครูผู้สอนของรุ่งอรุณ ทดลองออกแบบแผนการจัดการเรียนแบบ Active Learning ที่ระบุวัตถุประสงค์ ๓ ด้าน – ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านคุณค่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ สื่อ และการประเมินผล ตลอดจนการแบ่งกลุ่มฝึกสอน (Micro teaching) การสะท้อนผลหลังการสอนเพื่อถอดบทเรียนการเรียนรู้ที่จะนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มต่อไป
การสะท้อนห้องเรียนมัธยมหลังสังเกตการสอน
เห็นอะไรในครู?
“ครูไม่ทำอะไร (ฮา) ครูนั่งยิ้ม สังเกต จดประเด็น เป็นกัลยาณมิตร น้อมไปสู่เด็ก ไม่ให้เด็กเกร็ง เดินดู ครูนิ่มนวล น้ำเสียง การตั้งคำถาม ท่าที ผายมือ สร้างบรรยากาศให้เด็กปลอดภัยที่จะกล้าพูด เมื่อเด็กสะท้อน ครูพยายามเชื่อมโยง เช่น เด็กคนหนึ่งบอก “สนุก” ครูถามว่า “สนุกยังไง สนุกเรื่องอะไร” บทบาทโค้ช แทนที่จะอธิบาย เปลี่ยนเป็นคำถามที่ได้จากการสังเกตที่เด็กพูดออกมา”
ในช่วงหนึ่งของการอบรม รศ.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ และผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ได้นำผู้เข้าร่วมการอบรมร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อค้นหา “หัวใจของความเป็นโค้ช หัวใจของความเป็นครู” ซึ่งสกัดออกมาเป็น ๓ หัวใจหลัก ได้แก่
หัวใจดวงแรก “ชมให้เป็น”
…ต้องมีความจริงใจ ชมด้วยความเมตตา ใจซื่อตรงกับตัวเอง ใจจะเปิดเมื่อเราชมเป็น มีสุข สบายใจ มิฉะนั้นหน้าจะปิด ยิ้มไม่ออก
…การเริ่มต้นเป็นโค้ช “เราต้องตรวจสอบความรู้สึกเราก่อน” ใจเราต้องเปิด ใจเราต้องยิ้ม ตรงไปตรงมา อยู่กับตัวเอง
…ในวง PLC ให้เริ่มด้วยเรื่องที่ชื่นใจ เมื่อเล่าเรื่องดีๆ จิตใจจะฟู ยินดีและอยากรับฟังกัน เมื่อเปิดใจ สิ่งที่ไม่ใช่จะถูกพูดออกมาด้วยตัวของเขาเอง
รศ.ประภาภัทรอธิบายว่าหัวใจดวงแรกเป็นการยกจิตใจของเรา (โค้ช/ครู) และของผู้ได้รับคำชม (ครู/นักเรียน) เมื่อเราชมคนอื่นเป็น จิตใจของผู้เอ่ยปากชมจะเบิกบานขึ้น การเป็นโค้ชจึงสนุกเพราะเหตุนี้ อย่าฝึกเจาะรายละเอียดเฉพาะจุดด้อย ถ้าเราหามุมมองที่เป็นจุดเด่นขึ้นได้ จิตใจเราจะชุ่มชื่นขึ้น เราจะยกจิตใจตนเองได้ดีขึ้น ทุกๆ การกระทำของเด็กหรือของครูล้วนมีจุดดี เด็กๆ ทำครั้งแรกอาจยังไม่ดี จุดที่ควรชมคือความพยายาม ไม่ล้มเลิก แล้วลองทำต่อ เปลี่ยนจาก Fix mindset เป็น Growth mindset ช่วยให้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเอง
หัวใจดวงที่ ๒ “แก้สถานการณ์ได้” สามารถประยุกต์สถานการณ์ให้เป็นไปตามความสนใจและนำไปสู่เป้าหมายได้
หัวใจดวงที่ ๓ “เรียนรู้อย่างเท่าเทียม”
การเป็นโค้ช/ครู บางครั้งอดไม่ได้ที่คิดว่ารู้ดีกว่าเขา แต่ภาวะเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดเวทีการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นโค้ช/ครูต้องเปิดใจที่ให้กว้างขึ้น ทำตัวให้กลมกลืนกับผู้เรียน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะเราเองเคยเป็นเด็กมาก่อน แต่เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เราลืมว่าเด็กเป็นอย่างไร เด็กไม่ชอบให้ใครมาสอน “ทำเป็นอยู่ ไม่ต้องมาบอก”
ครูที่แท้จริงคือตัวเราเอง เรา(ครู)เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดประสบการณ์